หน้าแรก เศรษฐกิจ คิดเห็นแชร์ :...

คิดเห็นแชร์ : “ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม : 2022 ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่การอยู่ร่วมกับภาวะวิกฤต”

6.02.22 | 11:06 น.
คิดเห็นแชร์ : “ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม : 2022 ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่การอยู่ร่วมกับภาวะวิกฤต”

คิดเห็นแชร์ : “ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม : 2022 ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่การอยู่ร่วมกับภาวะวิกฤต”

ด้วยสมมติฐานบนภัยพิบัติโควิดที่ยังไม่ได้หายไปไหนยังคงอยู่กับเราไปอีกหลายปี ไม่เป็นไปตามที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ตอนต้นปี 2021 ที่โควิดจะหายไปภายในปี 2022 และคาดหวังว่าจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม การกลายพันธ์ุเป็นสิ่งที่ทำให้การคาดหวังล่มสลายลงทำให้เกิดการระบาดขึ้นอีกหลายรอบ สร้างผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน การอยู่ในที่สาธารณะ การทำงานจากบ้าน (Work From Home) และการเรียนออนไลน์ยังคงเป็นกิจกรรมหลักแม้ว่าจะเบาบางลงไปบ้างจากปีนี้ ดังนั้น ความต้องการของบรอดแบนด์จะยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ปัญหาผลกระทบจากโควิดจะยังส่งผลกระทบต่อ Supply Chain ของโลก ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์และวางแผนได้ถูกต้อง สร้างความเสียหายให้กับภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การทำสัญญาของสินค้าและบริการหลายอย่างจำเป็นจะต้องมีประโยชน์ในการกำหนดราคาล่วงหน้าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่จะไม่สามารถส่งสินค้าได้ทันตามเวลาที่กำหนด ส่งผลต่อราคาสินค้าจะมีการผันผวนสูงอันเนื่องมาจากผลกระทบ
ของ Supply Chain แต่การเป็นแรงกระตุ้นให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เช่น IoT, Automation, การเชื่อมต่อบรอดแบนด์ ฯลฯ มาปรับตัวเพื่อเข้าสู่บริบทดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการปรับตัวอยู่กับภาวะวิกฤต โดยปีหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในอีกห้าปีข้างหน้า นอกจากนี้ ในปี 2022 จะเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานอันเนื่องมาจากกระแสการลาออก จากความไม่พึงพอใจกับงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

2022 “หมากบังคับเดิน” ให้ปรับตัวไปสู่ Smart (Robot) Factory

ต้นทุนแรงงานคนจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการนำเอาระบบ Automation และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ จะได้รับการพิจารณาว่ามีความคุ้มค่า ตัวอย่างเช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตรถไฟฟ้าของ Tesla ภายใต้ชื่อโครงการ Giga Factory ที่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ในเบอร์ลิน เยอรมันที่มีเงินลงทุนสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังขยายสร้างอีกโรงงานในมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มีการคาดการณ์งบลงทุนสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยโรงงานทั้งสองแห่งมีแผนการนำเอาระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิตมากกว่า 75% ทั้งนี้ โรงงานใหม่จะใช้พื้นที่เพียง 35% เมื่อเทียบกับโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ฟรีมอนต์ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งการใช้พลังงานจะใช้น้อยลงมากกว่าครึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับของเดิม รวมทั้งความสามารถในการผลิต สามารถที่จะผลิตได้มากกว่า 8 แสนคันต่อปีต่อโรงงาน ซึ่งมากกว่า 5 แสนคันที่มีอยู่ในโรงงานปัจจุบัน ดังนั้น โรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ที่จะเกิดขึ้นใหม่และที่จะต้องปรับปรุงในปีหน้า จำเป็นจะต้องใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ การตั้งโรงงานเซมิคอนดัคเตอร์แห่งใหม่ของบริษัทซัมซุงที่เท็กซัส มูลค่าเงินลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งโรงงานของ เท็กซัสอินสตูเมนต์ ที่มีการประกาศลงทุนในโรงงานใหม่ที่มีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องด้วยปัญหาค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า การลงทุนสร้างหรือปรับเปลี่ยนโรงงานการผลิตทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์จำเป็นต้องมีการเริ่มวางแผนการปรับเปลี่ยนไปสู่โรงงานแห่งอนาคต การตัดสินใจเลือกที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ปัจจัยที่จะถูกนำมาพิจารณาที่สำคัญ คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนสู่แนวทางโรงงานแบบใหม่ที่เน้นระบบอัตโนมัติไม่ใช่เรื่องค่าแรงงานถูก มีการประมาณการว่าจำนวนโรงงานที่ตั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2025 จะมีสูงถึง 6 ล้านแห่งภายในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ 4 ล้านแห่งในปี 2019 จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าภูมิภาคนี้ยังจะเป็นที่น่าดึงดูดต่อการลงทุนสร้างโรงงานการผลิตต่อไป แต่ว่าการแข่งขันของแต่ละประเทศที่สร้างแรงจูงใจให้มีการมาตั้ง หรือย้ายฐานการผลิตในแต่ละประเทศจะเป็นสิ่งสำคัญ

Advertisement

2022 จุดเริ่มต้นชีวิตวิถีใหม่

นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการให้บริการจะมีผลกระทบด้วยเช่นกัน ด้วยวิกฤตโควิดยังคงอยู่ ค่าแรงแนวโน้มสูงขึ้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานร่วมกับพนักงานบริการ เช่น ทางแมคโดนัลด์ได้มีการนำระบบจออัจฉริยะ (Smart Touchscreen) เข้ามาใช้งานในการรับออเดอร์แบบ Drive-Thru ที่มีความถูกต้อง 85% และปัจจุบันในสาขาชิคาโกสามารถรับออเดอร์ได้มากถึง 80% แล้ว นอกจากนี้ ทางร้านได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความสามารถทอดเฟรนซ์ฟราย ทอดไก่ได้ ดังนั้น แนวโน้มความคุ้มค่าในการนำเอาระบบอัตโนมัติ หรือระบบหุ่นยนต์มีการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมมากขึ้น นอกจากแมคโดนัลด์แล้ว อีกหลายร้านอาหาร หรือร้านค้าปลีก จะมีการนำเอาระบบจออัจฉริยะมาใช้ในการให้บริการกับลูกค้ามากขึ้น การปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้น จำเป็นจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดย 2022 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง หรือในช่วงแรกบางองค์กรอาจมีการปรับเปลี่ยนการแบ่งผลัดการให้บริการระหว่างคน (Human Shift) กับ ผลัดหุ่นยนต์/ผลัดเทคโนโลยี (Robot Shift) การวางแผนปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องการให้คนในองค์กรมีการปรับตัวเพื่อรองรับการให้บริการผ่านระบบอัตโนมัติ รวมทั้งต้องใช้เวลาให้ลูกค้าผู้ใช้บริการสามารถเรียนรู้สร้างความคุ้นเคยในการรับบริการผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้ได้

2022 กระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากความต้องการในการรับส่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤต การต้องทำงานอยู่กับบ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ การหาความบันเทิงในช่วงระยะเวลาการกักตัว เช่น ปริมาณทราฟฟิกของ Netflix หรือการใช้ Microsoft Team ดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นการหลอมรวมระหว่างโครงข่ายบรอดแบนด์ 5G, คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ได้รับความสนใจในการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเช่นกรณีที่ KKR บริษัทด้านการระดมเงินทุนขนาดใหญ่ของโลกได้มีการลงทุนซื้อบริษัท CyrusOne ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างดิจิทัลขนาดใหญ่โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ทั่วโลก 50 แห่ง หรือการที่บริษัท American Tower เข้าซื้อบริษัทชั้นนำ ในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ด้วยเงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อาจสรุปได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ที่จะมีการลงทุนตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

ดร.เจษฎา ศิวรักษ์
หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทอิริคสันประเทศไทย