‘เอ็กซ์สปริง’ เปิดแผนปี 65 ชู One-Stop Financial Solutions รุกธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก ดันรายได้ทะลุ 1 พันล้าน

7.02.22 | 16:22 น.

นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีที่่ผ่านมาของเอ็กซ์สปริง ถือเป็นช่วงแห่งการขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางบริการใหม่ๆ เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี แพลตฟอร์มใหม่ๆ มีการปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อปูทางไปสู่การเป็น “One-Stop Financial Solutions” ไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่มองไปถึงการเชื่อมต่อสู่การลงทุนระดับโลก ซึ่งเอ็กซ์สปริงได้สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem) สมบูรณ์แบบ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่หลากหลายได้ครบ จบในที่เดียว


“ปี 2565 มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จากเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว กลุ่มนักลงทุนรายบุคคล รวมถึงนักลงทุนสถาบันเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ถือเป็นปีที่เป็นโอกาสสำคัญของเอ็กซ์สปริงที่จะเติบโต เพื่อก้าวสู่เป้าหมายตามแผนที่วางไว้”

ทั้งนี้ ได้โฟกัสที่ 2 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน (Asset Management) และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์ 1 ใน 3 ของตลาด โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าออก ICO เสนอขายโทเคนดิจิททัลไม่ต่ำกว่า 4-6 ตัว และเสริมศักยภาพด้านการให้บริการนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีที่เชื่อม Global Liquidity เสริมสภาพคล่องการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก ผ่าน Coinbase แพลตฟอร์มซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ในสหรัฐอเมริกา คาดว่าระบบจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกนี้

ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน (Asset Management) มีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจใหม่คือการเป็น “ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล” (Digital Asset Fund Manager) คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Fund Manager) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้ในไตรมาสที่สองของปีนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถนำเสนอโอกาสการลงทุนในกองทุนรูปแบบอื่นๆ แก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปภายในประเทศได้ในเร็วๆนี้ และการเป็น “นายหน้าซื้อขาย ค้า และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน” (LBDU) เพื่อเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้แก่ลูกค้าในไตรมาสแรก ตลอดจนการหาโอกาสการลงทุนในบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพสูง

Advertisement

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดยเดินหน้าลงทุนธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีโอกาสเติบโตสูงจากปัจจุบันสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจบริหารสินทรัพย์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ปัญหา NPL จึงเตรียมประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยร่วมบริหารงานกับพันธมิตร คือบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการบริหาร กลุ่มสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีหลักประกัน เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด ถือเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ของกลุ่มเอ็กซ์สปริงในอนาคต

รวมถึงมุ่งสู่การลงทุนวิถีใหม่เน้นความยั่งยืน โดยเปิดตัวกลยุทธ์ลงทุน Green Investment รับเทรนด์โลก สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจและสังคม นอกจากนี้ บริษัทฯคาดหวังประโยชน์ที่จะได้จากโอกาสการร่วมลงทุนกับยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอื่น ๆ รวมไปถึงการแบ่งปันองค์ความรู้ โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในด้านนี้ไว้ที่อัตราส่วน 10% ล่าสุดได้ร่วมลงทุนในบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) ผู้ให้บริการด้านการชาร์จรถ EV แบบครบวงจร พร้อมทั้งจับมือธุรกิจหลากหลาย อสังหาริมทรัพย์ ค่ายรถยนต์ ศูนย์การค้า และธุรกิจพลังงาน เพื่อร่วมสร้าง Ecosystem ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการใช้งานทั้งกลุ่มชาร์จตามบ้าน-ชาร์จที่จุดหมายปลายทาง -ชาร์จตามสถานี รวมไปถึงการลงทุนใน Venture Capital Fund กองทุน Cibus Enterprise Fund ii โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท คิง ออฟ เกมเมอร์ คลับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกันประกอบธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์ และพัฒนาโมบายแอพพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับสื่อบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ และดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการขายที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการลงนามในสัญญาร่วมทุนและจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยเอ็กซ์สปริงมีสัดส่วนการถือหุ้น 61.5381%

สำหรับทิศทางการลงทุน ในปีนี้ของเอ็กซ์สปริง เรายังคงมุ่งเน้นการแสวงหาการลงทุนและเปิดโอกาสในการลงทุนทุกประเภทที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต และด้วยการวางกลยุทธ์อย่างรัดกุม รองรับแพลตฟอร์มที่เราได้พัฒนาวางรากฐานของธุรกิจ ผนวกกับการดำเนินงานอย่างมืออาชีพด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสของโลกการเงินแห่งอนาคต ทำให้บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมในปี 2565 ได้เกินกว่า 1,000 ล้านบาท