นายวอนซอค จ็อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J Capital Co.,Ltd.) เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จการดำเนินธุรกิจสินเชื่อบุคคลในไทยตั้งแต่ปีแรก โดยปี 2564 มีปริมาณสินเชื่อที่อนุมัติเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงสองเท่าตัว จากการนำระบบ new credit scoring system หรือระบบไอทีระดับสูงสำหรับสถาบันการเงินที่เรียกว่าระบบ HQ Global Capital ของเกาหลีที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นมาใช้ เมื่อผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านผู้บริโภคที่มีความหลากหลายของกลุ่มเจมาร์ททำให้การดำเนินการปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น
“ปีที่แล้วเป็นช่วงเวลาของการสร้างรากฐาน หลังจากประกาศร่วมทุนในเดือนมกราคม 2564 และภายใต้แบรนด์ใหม่ ได้เริ่มดำเนินการในการวางโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาระบบและแพลตฟอร์ม ทำให้บริษัทเหมาะกับมาตรฐานโลก ปรับเปลี่ยนแนวทางด้านการจัดการความเสี่ยงและด้านอื่น ๆ ซึ่งบริษัทฯ ยังพัฒนาทุกมิติอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามเป้าหมายที่วางไว้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” นายวอนซอค จ็อง กล่าว
ส่วนปี 2565 ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ค่อยมีสัญญานฟื้นตัวมากนัก และการระบาดของโรคโควิด-19 ยังมีอยู่ บริษัทฯจึงใช้นโยบายเน้นการรักษาเสถียรภาพและการปฏิรูปบริษัทฯสู่แบรนด์ใหม่ พร้อมกับการขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้ความร่วมมือและการวางพื้นฐานที่ดีขึ้น เพื่อการเจาะสินเชื่อบุคคลใหม่โดยตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อใหม่อีกสองเท่าในปีนี้ และเพิ่มกำไรสุทธิและการเติบโตของสินทรัพย์มากกว่า 60% จากสิ้นปี 2564
สำหรับสินเชื่อที่บริษัทฯจะให้บริการมุ่งเน้น 3 กลุ่มหลัก คือ สินเชื่อหมุนเวียน สินเชื่อระยะยาว สินเชื่อมือถือและอื่นๆ โดยสินเชื่อส่วนบุคคลบริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อยให้มากขึ้น และให้ความสนใจที่จะขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางและรายได้สูงที่มีความต้องการสินเชื่อเช่นกัน “คาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี สินเชื่อโดยรวมยังมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่สินเชื่อที่มีหลักประกันยังคงเติบโตได้เฉลี่ย 3-5% ต่อปี” นายวอนซอค จ็อง กล่าวและว่า หลังเกิดการร่วมทุนระหว่าง KB Kookmin Card ยักษ์ใหญ่ธุรกิจบัตรเครดิตเกาหลีและบริษัท เจ ฟินเทค กลุ่มบริษัทเจมาร์ท จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด เมื่อเดือนมกราคม 2564 ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปี บริษัทฯจะเป็น 1 ใน 10 อันดับ Non Bank ในประเทศไทย และขยับอันดับ เป็น 1 ใน 5 อันดับ Non Bank ไทยในปี 2573 โดยไทยถือเป็นตลาด Non bank ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีอัตราเติบโตที่มั่นคง จึงเป็นหนึ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจการเงินที่ดีที่สุดและมีโอกาสสูงในการเติบโตของธุรกิจบัตรเดบิต

