‘อาคม’ ชี้ ไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพการคลังยั่งยืน ทั้งจัดเก็บรายได้-ขยายฐานภาษี มั่นใจจีดีพีปีนี้โต 3.5-4.5%
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Future of Growth Forum: Thailand Vision 2030” ถึงทิศทางนโยบายการคลังในอนาคต ว่า ช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ไทยมีภาระทางการคลังจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องจัดหาเงินกู้เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้นสิ่งที่ต้องมองไปในอนาคตและมีการพูดถึงทั่วโลก ใน 2 ประเด็น คือ ความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพมาตรการทางการคลัง โดยช่วงที่ผ่านมามีการใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในรัฐ และเรื่องของการขยายฐานภาษี
นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้กรอบกติกาของโลก ในเรื่องของนโยบายการคลังจะเปลี่ยนไป คือ เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศ เพราะยังมีความได้เปรียบเสียเปรียบ และความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นในประเทศยากจน ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีกติกาของโลกในเรื่องของการเก็บภาษีซ้อนก็ตาม ซึ่งกติกาใหม่เพื่อลดความเสียเปรียบด้านภาษี ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี ได้ออกมาแล้วในปี 2564 ที่ผ่านมา
“กติกาโลกส่วนนี้ จะช่วยลดการเสียเปรียบลง หรือลดการกัดกร่อนทางภาษีให้มากยิ่งขึ้น เช่น ประเทศที่มีบริษัทข้ามชาติต่างๆ อาจมีการโยกย้ายรายได้ ไปจัดเก็บในประเทศของตนแทนที่จะเสียภาษีให้กับประเทศที่สร้างรายได้นั้นให้ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก โออีซีดีจะมีทั้งส่วนที่ต้องปฏิบัติและมีการเจรจาเพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากกติกา และลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนภาคการคลังของไทยในอนาคต” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจ จาก ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital) ทั้งไทยและจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในเอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพของไทย ที่รวมถึงภาคการเกษตร ซึ่งการร่วมลงทุน มีสำคัญในการทำให้สตาร์ทอัพไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงของการเริ่มต้น ก่อนเติบโตและสามารถเข้าไประดมทุนผ่านตลาดทุน หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญ และมีการหารือร่วมกับสภาดิจิทัลแห่งประเทศไทยต่อเนื่อง ซึ่งจะใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยเพื่อให้เกิดการจับคู่กันระหว่างสตาร์ทอัพ และผู้มีเงิน หรือ กองทุนร่วมลงทุน
นายอาคม กล่าวว่า ส่วนประเทศไทยอีก 10 ปีหน้า หนีไม่พ้นสิ่งที่มากระทบประเทศในปัจจุบัน เพราะเวลา 10 ปีหน้าถือว่าไม่นาน ถ้าไทยไม่เริ่มปรับตัวจะทำให้ความสามารถของเศรษฐกิจไทยถดถอยลงไป โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 7 ด้าน ประกอบด้วย 1. การขยายตัวเศรษฐกิจไทยต้องมีความยั่งยืน กระจายตัวทุกพื้นที่ การเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ 2. การพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัลให้มากขึ้น 3. การปรับตัวดิจิทัลในภาคธุรกิจ ปรับตัวให้ทันอนาคต เพื่อลดผลกระทบกับภาคการผลิตและตลาดแรงงาน 4. การเปลี่ยนแปลงภาคการเงิน เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทในระบบสถาบันการเงิน 5.การให้บริการทางสุขภาพ โดยมีการรวมธุรกิจ 2 ประเภท คืออสังหาริมทรัพย์ กับธุรกิจการดูแลผู้ป่วย เข้าด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลก็ให้การสนับสนุน
นายอาคมกล่าวว่า 6.การพัฒนาเศรษฐกิจคู่ขนาน คือการเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าแบบเดิม อาทิ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสตาร์ทอัพ ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว ให้กลับมาฟื้นตัวได้เหมือนก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 และ 7.สังคมผู้สูงอายุ ต้องมีระบบที่ดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสม รวมทั้งมาตรการทดแทนแรงงานที่ลดน้อยถอยลง
นายอาคม กล่าวว่า 7 ปัจจัย ที่กล่าวมานั้น ในช่วง 10 ข้างหน้ายังมีประเด็นที่ต้องใช้กันพิจารณาเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งไทยยังไม่ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 จึงยังจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันการแพร่ระบาด และไม่ให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากไปกว่านี้ แต่อย่างไรก็ดี หากดูจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายๆตัวขณะนี้ พบว่า ดีขึ้นโดยลำดับ จึงมั่นใจว่าเศรษฐไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ 3.5% – 4.5%

