หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนรับไม้ต่...

เอกชนรับไม้ต่อ สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ฟื้นการค้า-ลงทุน

12.02.22 | 09:30 น.

สกู๊ปหน้า 1 : เอกชนรับไม้ต่อ สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ฟื้นการค้า-ลงทุน

การฟื้นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันอีกครั้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย กำลังเป็นอีกความหวังของภาครัฐและเอกชนต่อการขยายเสาหลักทางเศรษฐกิจ ทั้งในมิติการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และช่องทางการเข้ากลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง หลังจากเคยเกิดปัญหาในหลายเรื่องจนส่งผลต่อการค้าสองฝ่ายเบาบาง ที่กลับมาหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเห็นพ้องการฟื้นสัมพันธ์ในทุกมิติต่อไป


ดังนั้น ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญที่คณะตัวแทนภาครัฐและภาคเอกชนจากประเทศไทยจะไปเยือนซาอุดีอาระเบีย

ฟากเอกชน สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่า ภาคเอกชนจะร่วมคณะกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะเป็นการดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนในสาขาธุรกิจที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เกษตรและอาหาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น

คณะนักธุรกิจที่เตรียมเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย สอดคล้องกับสาขาความร่วมมือทั้ง 9 ด้านที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้หารือขณะเยือนซาอุดีอาระเบียไว้ ประกอบด้วย 1.การท่องเที่ยว2.พลังงาน 3.แรงงาน 4.ความมั่นคงทางอาหาร 5.สุขภาพ 6.ความมั่นคง 7.การศึกษาและศาสนา 8.การค้าและการลงทุน และ 9.กีฬาและวัฒนธรรม โดยกำหนดการเดินทางวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เบื้องต้นเยือนเมือง Riyadh และ Neom ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย ค.ศ.2030 (Saudi Vision 2030) โดยจะมีหารือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนของทางซาอุดีอาระเบียในการสร้างความร่วมมือทางการพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันโดยเฉพาะการค้า

Advertisement

พร้อมระบุถึงความคาดหวังไว้ว่า ปีที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าไปซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเงินบาทประมาณ 45,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.6% ของสัดส่วนไทยส่งออกทั่วโลก แต่หลังจากการเดินทางเยือนซาอุฯของนายกรัฐมนตรีไทย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย เอกชนจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้สัดส่วนการส่งออกไปยังซาอุฯ กลับไปที่ประมาณ 2.2% ของการส่งออก ซึ่งเคยเป็นสัดส่วนในปี 2532 นั่นหมายถึงปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาทโดยไทยจะสามารถเจาะตลาด ได้ทั้งสินค้ารถยนต์และส่วนประกอบ สินค้าอาหารและอาหารแปรรูป เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ

นอกจากนั้น จะเห็นความสัมพันธ์อีกระดับของภาคธุรกิจ ตามที่หอการค้าซาอุดีอาระเบียมีความประสงค์จัดตั้ง สภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้หารือกับภาคเอกชนไทยในรายละเอียดการจัดตั้งต่อไป

สำหรับซาอุดีอาระเบียถือเป็นศูนย์กลางในตะวันออกกลาง และมีแผนขยายและพัฒนาประเทศโดยไม่พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ส่วนนี้จะเป็นโอกาสให้กับประเทศไทยในการส่งออกสินค้า โดยสินค้าที่คาดว่ามีศักยภาพในการส่งออกไปซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติม อาทิ ไก่แปรรูป รถยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป อัญมณี วัสดุก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาและอุปสรรคการค้ากับซาอุดีอาระเบียอยู่บ้าง โดยเฉพาะปัญหาการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร และการรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล สำหรับโอกาสความร่วมมือที่ต้องการให้เกิดขึ้น ระหว่างการจัดคณะภาคเอกชนเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบีย เพิ่มเติมจากการค้าระหว่างกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านบริการการท่องเที่ยว การศึกษา การแพทย์ รวมทั้งการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านกีฬา และการร่วมลงทุนด้านพลังงานทางเลือก

จากนั้นประธานหอค้าได้หารือกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และกล่าวภายหลังว่า ระหว่าง 32 ปี ที่ไทยถูกลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย แต่ภาคเอกชนยังทำการค้าขายอยู่ แต่ความสะดวกทางการค้าหายไป รวมทั้งยังมีมาตรการทางภาษีเพิ่มขึ้นมา ในสินค้าหลายชนิด ดังนั้น จึงต้องให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยปลดล็อกในประเด็นอุปสรรคที่ยังเป็นปัญหาอยู่ รวมไปถึงการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งทำระหว่าง 2 ประเทศคู่เจรจาได้ยาก ซึ่งน่าจะหารือกันในเวทีคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) หรือ Gulf Cooperation Council) 7 ประเทศได้ ซึ่งซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแกนกลางอยู่แล้ว และที่ผ่านมา มีบทเรียนจากการเจรจา FTA ไทย-บาห์เรน ที่เกือบจะสำเร็จแล้ว แต่ไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ เพราะทางซาอุฯไม่เห็นด้วย ทำให้การฟื้นความสัมพันธ์ไทยกับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ ก็หวังว่าจะเป็นโอกาสให้ค่อยๆ ทำการตกลงกันได้

ฟากกระทรวงพาณิชย์ แม่งานผลักดันส่งออกนั้น ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) ระบุไว้ว่ากรมเตรียมแผนงานและกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบียในปี 2565 ดังนี้ 1.กิจกรรมที่กรมอยู่ระหว่างการดำเนินการ กิจกรรมที่ดำเนินการได้ทันที (ระหว่างที่การเดินทางไปซาอุดีอาระเบียยังต้องรอขั้นตอนทางการทูตให้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ประกอบกับมาตรการกักตัวชาวต่างชาติ เป็นเวลา 5 วัน ใน Institutional Quarantine ของซาอุดีอาระเบีย) ได้แก่

1.1 การจัดกิจกรรมร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์-งานแสดงสินค้าอาหารฮาลาล ระยะเวลา : ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์นี้ณ ศูนย์แสดงสินค้า เมืองมักกะห์-สัมมนา/webinar ในหัวข้อวามน่าสนใจในการลงทุน/ซื้อสินค้า/บริการ จากประเทศไทย และความน่าสนใจของตลาดซาอุดีอาระเบียภายใต้ Vision 2030 ณ โรงแรม Crown Plaza, Jeddah ช่วงวันที่ 16 มีนาคม เป้าหมายผู้นำเข้า 30 ราย สัมมนาผ่านเว็บ (webinar) 500 ราย

1.2 การเชิญผู้นำเข้าจากซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาทางการค้าภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านทางระบบออนไลน์ (OBM) (สามารถเชิญ รมว.พณ.เป็นประธานในพิธีเปิดงานได้ สกอ.อยู่ระหว่างดำเนินการ/ระยะเวลา : สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2565/เป้าหมาย ผู้ประกอบการไทย 30 ราย ผู้นำเข้า20 ราย)

1.3 การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในซาอุดีอาระเบีย เช่น งานแสดงสินค้าอาหารและสินค้าฮาลาล(งาน SAUDI FOOD EXPO) ผ่านโครงการ SMEsproactive ระหว่างวันที่ 16-19 พฤษภาคม

1.4 การจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ด้านตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเปิดกว้างทางวัฒนธรรมของซาอุดีอาระเบีย ภายใต้แนวคิด Saudi Vision 2030 และความสัมพันธ์ใหม่ ไทย-ซาอุดีอาระเบีย (สามารถเชิญ รมว.พณ.เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาพร้อมเชิญสถานทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สภาหอฯ สภาอุตฯ และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม/สพต.2และ NEA เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สายการบิน Saudi Airline กลับมาเปิดเที่ยวบินในประเทศไทย)

1.5 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (In store -Promotion) สินค้าไทยร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในซาอุดีอาระเบีย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ เป็นต้น เพื่อให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคซาอุดีอาระเบียมากยิ่งขึ้น (สคต.เจดดาห์ดำเนินการระยะเวลา : สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน ร่วมกับห้างสรรพสินค้า Manuel และห้างสรรพสินค้า LULU)

1.6 การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าอาหาร สินค้าฮาลาล สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าความงาม ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในซาอุดีอาระเบีย เช่น Facebook Instagram (สคต.เจดดาห์ดำเนินการ/ระยะเวลา : เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2565)

1.7 การเชิญผู้นำเข้าจากซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบปกติ หรือในรูปแบบไฮบริด/ออนไลน์ เช่น งานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia (24-28 พฤษภาคม) งานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair (เดือนมิถุนายน และวันที่ 7-11 กันยายน) และงานแสดงสินค้า TILOG22-25 (เดือนมิถุนายน)

พร้อมกับ 2.กิจกรรมเพิ่มเติมภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบ ได้แก่ 2.1 การจัดคณะผู้แทนการค้าและนักธุรกิจ ทั้งจากไทยไปซาอุดีอาระเบีย และจากซาอุดีอาระเบียเยือนไทย เพื่อเจรจาการค้า และสำรวจตลาด 2.2 การจัดคณะผู้บริหารระดับสูงทั้งจากไทยไปซาอุดีอาระเบีย และจากซาอุดีอาระเบียเยือนไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และประชุมหารือด้านการค้าระหว่างกันเนื่องจากอยู่ระหว่างรอกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบ

ขณะนี้ รอผลการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย (Joint Commission หรือ JC) เพื่อหารือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อรื้อฟื้นความร่วมมือในสาขาต่างๆ ให้เรียบร้อยเพื่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ จะได้ดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อไปคาดว่าการเดินทางไปซาอุดีอาระเบียน่าจะเป็นในช่วงกรกฎาคมนี้ หลังจากมีการตั้งเอกอัครราชทูตทั้งสองฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วและสายการบินซาอุดีอาระเบียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-ริยาดห์

ดังกล่าวนี้คือ ไทม์ไลน์ของการฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เป็นอีกก้าวสำคัญเจาะโลกอาหรับ