‘ประภัตร’ ลั่น จ่ายเยียวยา โรคลัมปีสกิน-หมูตาย ให้จบ เม.ย.นี้ ลุยสำรวจรอบใหม่คาดตายเพิ่มอีกแสนตัว

‘ประภัตร’ ลั่น จ่ายเยียวยา โรคลัมปีสกิน-หมูตาย ให้จบ เม.ย.นี้ ลุยสำรวจรอบใหม่คาดตายเพิ่มอีกแสนตัว

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายประภัตร​ โพธสุธน​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรกรณีโคและกระบือตายด้วยโรคลัมปีสกินว่า จากข้อมูลวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 มีขอรับความช่วยเหลือแล้ว 49 จังหวัด มีเกษตรกร 58,474 ราย สัตว์ 64,913 ตัว เป็นเงิน 1,331.74 ล้านบาท แบ่งเป็นขอใช้งบกลาง 15 จังหวัด มีเกษตรกร 7,939 ราย สัตว์ 8,825 ตัว วงเงิน 154.23 ล้านบาทและขอใช้เงินทดรองราชการ 42 จังหวัด มีเกษตรกร 50,535 ราย สัตว์ 56,088 ตัว เป็นเงิน 1,177.50 ล้านบาท

ช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว1.5หมื่นราย

โดยให้ความช่วยเหลือเกษตกรแล้ว จำนวน 15,014 ราย หรือ 30.3% วงเงิน 357.06 ล้านบาท ใน 28 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย อุทัยธานี กาฬสินธุ์ นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร ยโสธร เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี กรุงเทพฯ จันทบุรี ชัยนาท เพชรบุรี สระแก้ว. สระบุรี ชุมพร

เม.ย.นี้จ่ายครบทั้งหมด

Advertisement

และอยู่ระหว่างช่วยเหลือ จำนวน 35,225 ราย หรือ 69.7% วงเงิน 820.44 ล้านบาท ภายในเดือนเมษายนนี้จะจ่ายครบทั้งหมด ซึ่งได้ขอใช้เงินทดรองไปที่กรมบัญชีกลาง วงเงิน 606.25 ล้านบาท จ่ายให้เกษตรกร 26,625 ราย จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี เลย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู อุดรธานี เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย
ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี สระบุรี สระแก้ว นครศรีธรรมราช

ส่วนที่เหลือกรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบและส่งเอกสารใหกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 6,595 ราย วงเงิน 156.725 ล้านบาท ใน 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย จันทบุรี ตราด นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุพรรณบุรี สุรินทร์ หนองคาย อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และรอเอกสารส่งถึงกรมปศุสัตว์ จำนวน 2,301 ราย วงเงิน 57.46 ล้านบาทในพื้นที่จ.สกลนคร

เผยติดอยู่ที่กรมบัญชีกลาง

Advertisement

“ที่ผ่านมาจ่ายเยียวยาล่าช้า เพราะขั้นตอนมาก ข้าราชการน้อย และใช้เวลา 3-6 เดือน หลุดจากจังหวัดมากรมปศุสัตว์ ไปกระทรวงเกษตร กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ วันนี้ไปติดอยู่ที่กรมบัญชีกลาง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็เห็นใจเกษตรกร เพราะไม่ได้ดั่งใจที่รอคอย เราพยายามเร่งรัดให้เได้รับเงินโดยเร็ว และเราได้ปรับหลักเกณฑ์ช่วยเหลือ อย่างวัวเดิมตัวละ 6,000 บาทเป็น 13,000 บาท กระบือจากตัวละ 8,000 บาท เป็น 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุ“นายประภัตรกล่าว

ชดเชยหมูถูกทำลายพันล้าน

นายประภัตรกล่าวอีกว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และเนื้อหมูราคาแพงนั้น ขณะนี้ได้มีการชดใช้หมูที่ถูกทำลายใช้งบประมาณทั้งหมด 1,131.7 ล้านบาท จ่ายให้เกษตรกร 9,790 ราย มีหมูถูกทำลาย 301,442 ตัว แยกเป็นช่วงเวลากรกฎาคม2562-เมษายน 2563 ใช้งบฯสมาคมผู้เลี้ยงสุกร 89.45 ล้านบาท ชดใช้เกษตรกร 1,617 ราย มีหมูถูกทำลาย 29,312 ตัว

และช่วงเวลาตั้งแต่เมษายน 2563ถึงตุลาคม 2564 ได้ใช้งบกลาง จำนวน 1,042.26 ล้านบาท ชดใช้เกษตรกร 8,173 ราย มีหมูถูกทำลาย 272,130 ตัว อยู่ระหว่างโอนเงินให้เกษตรกร จะให้แล้วเสร็จในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ที่ผ่านมาได้จ่ายแล้ว 3 ครั้ง รวม 48 จังหวัด อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ ลำปาง ลำพูน สระแก้ว ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก อ่างทอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อนเอ็ด กาญจนบุรี เป็นต้น

จ่อของบ400ล.ทำลายรอบใหม่แสนตัว

นายประภัตรกล่าวอีกว่า หลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้ จะสำรวจหมูที่ถูกทำลายรอบใหม่ เนื่องจากหมูยังมีการตายอยู่เรื่อยๆ คาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 100,000 ตัว และใช้งบฯ 400 ล้านบาท

“ตอนนี้คนสนใจว่าหมูยังขาดอีกหรือไม่ ผมพูดตั้งแต่วันแรก เป็นคนเดียวที่ยันว่าหมูไม่ขาด มันต้องเกิดการกักตุนแน่นอน ผมบอกตั้งแต่ต้นว่า หมูที่เราเลี้ยงกันอยู่ปี2564 อยู่ที่ 19 ล้านตัว บริโภคไป 18 ล้านตัว ส่งออก 1 ล้านตัว มาเกิดเหตุตอนธันวาคม จะสิ้นปี และตรุษจีน ก็เป็นเทคนิคทำให้ว่าหมูขาดตลาด เพราะหมูตายเป็นเหตุ แต่จริงๆหมูมีพอในการบริโภค เพราะการเคลื่อนย้ายหมูต้องมีบอกเท่าไหร่ ไปไหนเท่าไหร่ พอบอกว่าหมูขาด เลยฉวยโอกาสขึ้นราคา จนนายกฯออกมาช่วยให้เช็คสต๊อกตามที่ผมเสนอ เมื่อเช็คแล้วหมูไม่ขาด อ้างแต่ว่าหมูเป็นโรคASF ตาย เมื่อรู้ว่ามีสต๊อกอยู่เท่าไหร่ ทำให้ขณะนี้ราคาหมูถูกลง”นายประภัตรกล่าว

ดึงรายย่อยเลี้ยงหมูผลิตสู่ตลาดใน 5 เดือน

นายประภัตรกล่าวว่า ราคาหมูที่แพงเพราะมีตัวกลางที่เรียกว่าโบรกเกอร์ที่ซื้อจากฟาร์มมาฆ่าและกำหดราคาเอง และไม่มีการเช็คสต๊อก ซึ่งวันนี้เมื่อเช็คสต๊อกพบว่ามีหมูอยู่ในห้องเย็น 25 ล้านกิโลกรัม ดังนั้นเป็นไปไม่ได้หมูจะขาดตลาดอีก เพราะในสต๊อกมีอีกเป็น 10 ล้านตัว ทั้งนี้หลังติดตามการระบาดโรคASFเริ่มลดแล้ว และรายย่อยหายไปจากระบบ 100,000 ราย จากเดิม 186,000 ราย จะฟื้นรายย่อยกลับมา30% จากที่หายไป 50% และเร่งผลิตลูกหมูเข้าสู่ระบบช่วง 5 เดือนนี้ และได้ผลผลิตใกล้เคียง 19 ล้านตัว จากแม่พันธ์หมูมีอยู่กว่า 900,000 ตัว

โดยกระทรวงเกษตรฯ จะส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรรายย่อยและให้กับเกษตรกร รวมถึงอาชีพด้านปศุสัตว์อื่นๆ ด้านพืชและด้านประมง ภายใต้โครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ” ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้วงเงิน 30,000 ล้านบาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำ ใช้เพียงผู้ค้ำประกัน​ 2 คน ก็ได้รายละ 1​00,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วง 60-90 วัน

คาดมี.ค.ราคาหมูอาจจะแพงขึ้น

นายประภัตรยังกล่าวถึงกรณีมีการคาดการณ์ว่าราคาจะหมูแพงขึ้นอีกในเดือนมีนาคมนี้ว่า เป็นการคาดการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องโครงสร้างต้นทุนราคา และกลไกตลาดของประเภทสินค้าตามฤดูกาล เช่น ช่วงเทศกาลจะมีบริโภคเพิ่มขึ้น แต่การบริโภคเนื้อหมูจะเฉลี่ยอยู่ที่ 20-22 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ช่วงไหนเศรษฐกิจดีจะมีการบริโภคเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ดีก็จะบริโภคลดลงและบริโภคสินค้าอื่นทดแทน เช่น ไข่ไก่ เนื้อไก่ อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์กำหนดเนื้อหมูเป็นสินค้าควบคุมแล้ว คงจะกลับไปแพงแบบเดิมไม่ได้แล้ว

อีก3เดือนรู้ผลวัคซีนสกัดโรคASF

“วันนี้เรายังไม่วัคซีนป้องกันโรคASF ขณะนี้มีคณาจารย์และนักวิจัย กำลังดำเนินการอยู่ อีก 3 เดือนจะสำเร็จ ตอนนี้นำเข้าทดลองในห้องแลปแล้ว ใช้เวลา 14 วัน ฉีดให้หมูที่เลี้ยง 3 เดือน จากนั้นเราจะรู้ผลว่ารักษาโรคASFได้หรือไม่ได้ หากสำเร็จกรมปศุสัตว์จะเป็นคนกลางดำเนินการเรื่องวัคซีนต่อไป ”นายประภัตรกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image