นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่ทำธุรกิจที่กัมพูชามานานกว่า 20 ปี เกี่ยวกับธุรกิจด้านโลจิสติกส์ มองว่าเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสเยอะมาก อย่างไรก็ตามคนไทยคงต้องทำความเข้าใจกับประเทศนี้ในปัจจุบันเสียใหม่ รับประกันได้ว่าไม่ใช่แบบที่เคยคิดกันแน่นอน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีความตั้งใจทำแค่ไหน และต้องไม่ท้อไม่ถอย ช่วงต้นอาจขาดทุนบ้างเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับว่าจับโอกาสทางธุรกิจที่เป็นจุดเริ่มต้นได้หรือยัง
นายวรทัศน์กล่าวว่า สำหรับธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุนในกัมพูชา มีช่องทางหลากหลาย อาทิ 1. แปรรูปสินค้าเกษตร 2. ธุรกิจค้าปลีก คือสินค้าอุปโภคบริโภค 3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 4. พวกเซอร์วิสต่างๆ เช่น การบริหารจัดการ เรื่องทรัพย์สินโรงแรม คอนโดมิเนียม 5. โลจิสติกส์ น่าจะยังดี ยังโตอยู่ ส่วน เรื่องไฟฟ้าหรือพลังงานคงต้องดูว่าจะทำตรงไหน รองรับพื้นที่ใดแต่ก็ยังมีนักลงทุนกัมพูชาที่สนใจและต้องการหาผู้ร่วมทุนอยู่
“หากต้องการแรงงานราคาถูกและการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าของกัมพูชาเพื่อการส่งออก อาจต้องตั้งโรงงานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและมีแนวโน้มโตอย่างต่อเนื่อง อย่าง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ค้าปลีก-ส่ง พลาสติก เรซิ่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เกษตร และเกษตรแปรรูป โดยกัมพูชาอยู่ในช่วงที่เน้นการลงทุนในประเทศมากขึ้น มีการผลิตเพื่อส่งออกและทดแทนการนำเข้า คลัสเตอร์กลุ่มยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นก็เข้าไปลงทุนมากขึ้น”
เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กล่าวอีกว่า ธุรกิจอีกอย่างที่น่าสนใจคือ เรื่องท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทำอย่างไรให้เชื่อมโยงเป็นเส้นทางเดียวกันกับไทย เพราะในความเป็นจริงทุกวันนี้ไม่ได้ถูกเชื่อมเป็นระบบ แต่ถูกเชื่อมโดยคนกลาง โดยบริษัททัวร์พาไปนู่นไปนี่ ดังนั้น หน่วยงานรัฐของ 2 ประเทศต้องช่วยกันโปรโมต แต่ทุกวันนี้ต่างคนต่างโปรโมต เช่น มาเมืองไทย ทำไมไม่ขายพ่วงนครวัด นครธม ไปด้วย คนกัมพูชาก็จะรักคนไทย เพราะขายให้ด้วย ในทางกลับกัน คนกัมพูชาก็ต้องช่วยขายกลับมา คือให้เชื่อมกันแบบ 2 ประเทศ 1 เส้นทาง
นายวรทัศน์กล่าวด้วยว่า กัมพูชาวันนี้แม้จะมีประชากรน้อยแค่ 15 ล้านคน แต่กำลังเดินไปข้างหน้าด้วยศักยภาพของคนรุ่นใหม่ รายได้ต่อหัวต่อปีเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในช่วง 10 ปีมานี้ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชามากกว่าไทย โดยเฉพาะรัฐบาลเกาหลีลงทุนมากเป็นอันดับต้นๆ ขณะที่ไทยมักทำในรูปส่งออกไปขายมากกว่าที่จะเข้าไปลงทุน

