นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศว่า ในช่วงวันที่ 11–13 ตุลาคม 2559 บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนตกชุก กับมีฝนตกหนักบางแห่ง และในช่วงวันที่ 14–17 ตุลาคมนี้ บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯรวมกัน 15,550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 63% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 8,854 ล้านลบ.ม. ส่วนบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุดมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 2,202 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังคงควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,297 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกชุกในช่วงวันที่ 14 – 17 ตุลาคม โดยจะทำให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ นอกคันกันน้ำได้ ยังคงได้รับผลกระทบคือ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อ.ไชโย อ.ป่าโมก คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล ตลาดเสนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และมีระดับน้ำทรงตัว
“ส่วนเขื่อนพระรามหก ปัจจุบันมีการระบายน้ำ 700 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่สถานี C.29A ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 2,366 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลิ่ง และไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำล้นคันกั้นน้ำได้ รวมถึงผลกระทบต่อกรุงเทพฯและปริมณฑลแต่อย่างใด”นายทองเปลว กล่าว
นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชี ฝนที่ตกสะสมและมีปริมาณมากในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำ ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในลำคันชู และแม่น้ำชีตอนบน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ในเขตจ.ชัยภูมิ จำนวน 6 อำเภอ จ.ขอนแก่น 9 อำเภอ จ.ยโสธร 1 อำเภอ และจ.อุบลราชธานี 1 อำเภอ ขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำมูล ระดับน้ำที่สถานี M.7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,270 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา วัดได้ 2,300 ลบ.ม.ต่อวินาที มีพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำมูลในเขตอ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบน้ำท่วมเป็นบางแห่ง ขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
นายทองเปลว กล่าวว่า ทั้งนี้ กรมชลฯขอชี้แจงกรณีประตูระบายน้ำปลายคลองเริงรางหลุด ส่งผลให้เกิดเอ่อเข้าท่วมในเขตเทศบาลท่าลาน อ.บ้านหมอ จ.สระบุรีนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเป็นท่อระบายน้ำตั้งอยู่บริเวณปลายคลองเริงราง ใช้ในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก มีลักษณะเป็นท่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 3 เมตร จำนวน 2 ช่อง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลท่าลาน อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี จากปริมาณน้ำแม่น้ำป่าสัก ที่มีระดับสูง ทำให้เกิดแรงดันบานท่อระบายน้ำ จนบานโก่งตัวอ้าออก 1 ช่อง ส่งผลให้มีน้ำไหลย้อนเข้าไปในพื้นที่ แต่ปริมาณไม่มากนัก ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน และพื้นที่การเกษตรแต่อย่างใด กรมชลฯโดยสำนักงานชลประทานที่ 10 จึงได้เร่งแก้ไขปัญหา โดยการนำแผ่นเหล็กเข้าไป ปิดบานที่เสียหาย เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำไหลย้อนเข้ามาเพิ่มเติม คาดว่าภายในวันที่ 12 ตุลาคม จะดำเนินการได้แล้วเสร็จ ส่วนปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในคลอง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงสู่ แม่น้ำป่าสักต่อไปแล้ว
“ส่วนกรณีน้ำเจ้าพระยาเข้าท่วมพื้นที่ริมตลิ่ง ชุมชนวัดสะตือ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ขอเรียนว่า กรมชลฯได้มีการแจ้งข่าวให้ชุมชนพื้นที่ต่างๆ ให้ได้รับทราบก่อนเกิดภาวะน้ำท่วมแล้ว ซึ่งประชาชนชุมชนวัดสะตือก็ทราบดี เนื่องจากจะเกิดน้ำท่วมเช่นนี้ทุกปี จนถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนชุมชนวัดสะตืออยู่แล้ว” นายทองเปลว กล่าว

