เอกชน แนะฝ่ายค้าน จี้ประเด็นให้ตรงจุด หนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ยังตีไม่แรง

เอกชน แนะฝ่ายค้าน จี้ประเด็นให้ตรงจุด หนี้ครัวเรือน-การจ้างงาน ยังตีไม่แรง ชี้คงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากการอภิปรายได้

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 เมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2565 นั้น มองว่ามีบางเรื่องที่ฝ่ายค้านยังโจมตีได้ไม่แรง คือเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่สูงขึ้น ในช่วง 1 ปีกับอีก 6 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 843,392 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6.24% ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้จ่ายและเศรษฐกิจในระดับประชาชนเป็นอย่างไร เพราะในกระเป๋านั้นไม่มีเงินเหลือมีแต่เงินที่จะต้องนำไปใช้หนี้ มีตั๋วจำนำ ซึ่งรัฐบาลอาจตอบได้ยาก แต่ฝ่ายค้านกับไม่เล่นประเด็นดังกล่าว แต่กลับไปเอาเปอร์เซ็นต์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นข้อมูลที่เข้าใจยาก เพราะประชาชนบางส่วนอาจจะไม่เข้าใจถึงเรื่องจีดีพี ถ้าฝ่ายค้านมาจับประเด็นที่ว่า จำนวนหนี้นั้นได้เพิ่มขึ้นแล้วโดยเพิ่มขึ้นมา 8.4 แสนล้านบาท จะทำให้ประชาชนทั่วไปสัมผัสได้ว่า เมื่อควักกระเป๋าไปก็ไม่มีเงิน มีแต่หนี้ แล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนกลายเป็นกับดักทางเศรษฐกิจของประชาชนคนไทย เพราะคนไทยจะเติบโตต่อไปไม่ได้ เนื่องจากในกระเป๋ามีแต่หนี้ ซึ่ง ฝ่ายค้านยังตีไม่แรงพอ โจทย์นี้ รัฐบาลก็ตอบผ่านไปแบบง่ายๆ”นายธนิต กล่าว

นายธนิต กล่าวว่า อีกเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านไม่ได้นำมาเล่นคือประเด็น เมื่อรัฐบาลมองว่าเศรษฐกิจไทยนั้นจะเติบโตได้ดีในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 4 %ต่อปี ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจดีก็ทำให้คนหรือแรงงานกลับมามีงานทำ ในขณะที่ตัวเลขเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดนั้น พบว่าประกันสังคม ตามมาตรา 33 มีคนจำนวน 593,100 ราย ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบประกันสังคม เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนม.33 เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา

“คนที่หายไปจำนวนกว่า 5.9 แสนคน มันไม่สอดคล้องกับ ที่รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจดี ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ด้านกระทรวงแรงงานก็ย้ำว่า ช่วยหางานให้คนหมดแล้ว ทำไมจึงยังมีข้อมูลว่าคนหายไปจากระบบจำนวนกว่า 5.9 แสนคน จะมาบอกว่าคนกลุ่มนี้ไปทำงานรูปแบบออนไลน์หมด ไปทำอาชีพอิสระทั้งหมด ก็คิดว่าจำนวนคนนั้นมันมากเกินกว่าจะเป็นข้อสมมติฐานนั้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้จับประเด็น คือ เรื่องของเด็กจบใหม่ในช่วงเดือน มีนาคม 2565 นี้ อีกจำนวน 5.1 แสนคน ซึ่งต้องจี้ถามว่า รัฐบาลมีแผนรับมือแล้วหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีก 1 จุดอ่อนของรัฐบาล ที่ไม่มีใครกล่าวถึง ” นายธนิต กล่าว

Advertisement

นายธนิต กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การซื้อขายเสียงในสภาฯ ซึ่งในครั้งนี้มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว ทั้งกรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ประกาศยื่นใบลาออกจากต่ำแหน่งส.ส. รวมถึงกรณีเรื่องเหมืองทองอัครา ที่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับรู้ข้อมูลเท่าไหร่ ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนได้รับประโยชน์ และรัฐบาลก็ไม่ได้ตอบ เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่อยู่นอกโพยของรัฐบาล เลยทำให้รู้สึกเสียดาย ที่ฝ่ายค้านไม่ได้เปิดแผลของรัฐบาลในเรื่องที่ว่าให้มากกว่านี้

นายธนิต กล่าวว่า ท้ายที่สุดถ้าถามว่า การประชุมสภาฯ หรือการอภิปรายต่างๆ จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ โดยส่วนตัว จากที่เห็นการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ก็มองว่า คงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงหรอก เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็อยู่มานาน ซึ่งเป็นสัจธรรมทางการเมืองว่า ยิ่งรัฐบาลไหนอยู่นาน คนก็ยิ่งเบื่อ และก็ยิ่งทำงานที่มากขึ้น เยอะขึ้น ปัญหาและ แผลก็ย่อมมากตาม ในขณะเดียวกัน ก็มาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็คงไม่เลือกการยุบสภาตอนนี้ เพราะมันเป็นขาลงทางการเมือง

“ถ้าผมเป็นรัฐบาลก็จะรอ จนวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิดนี้จบก่อน อาจจะปีหน้าก็ได้ และเมื่อสถานการณ์มันคลี่คลายไป แผลที่เกิดขึ้นจากโควิดก็จะตกสะเก็ด คนและธุรกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ มีเงินใช้ ก็จะเริ่มลืมสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมกับการจะถอยไป โดยจะยุบสภา หรือเลือกตั้งใหม่ก็ได้” นายธนิต กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image