‘อาคม’ ยัน เงินกู้ 5 แสนลบ.ยังเพียงพอ มั่นใจจีดีพีปี 65 โต 4% ทำให้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 62% เชื่อขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย ยังกระทบไทยไม่มาก
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2565 และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 44 ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ความคืบหน้าการใช้เงินจาก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ขณะนี้ยังมีวงเงินที่ยังรอการอนุมัติเหลืออีกกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งยังเพียงพอและยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมอีก พร้อมระบุว่าไทยยังคงใช้แหล่งเงินกู้จากในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากสภาพคลอ่งในประเทศยังมีเพียงพอ
ส่วนการใช้แหล่งเงินจากต่างประเทศนั้น ในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ก็มีการใช้แหล่งเงินกู้จาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี เพียง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในอัตราดอกเบี้ยที่ดี เนื่องจากเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ก็มีการใช้แหล่งเงินกู้จากประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
“แหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ ทั้ง เอดีบี และ จากญี่ปุ่น ก็เป็นการช่วยเหลือทางด้านสภาพคล่องให้กับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่ใช่การให้เปล่า อย่างไรก็ตามสภาพคล่องในประเทศไทยยังพอ ดังนั้นรัฐบาลจะใช้แหล่งเงินกู้จากในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันจะพิจารณาแหล่งเงินจากต่างประเทศด้วย เพื่อสร้างความสมดุล เนื่องจากภาคเอกชนของไทยก็ยังจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินกู้เช่นกัน” นายอาคม กล่าว

นายอาคม ยังกล่าวถึงการจัดทำงบประมาณขาดดุลประจำปีงบประมาณ 2565 ได้กำหนดไว้ที่ 7 แสนล้านบาทนั้น ได้มีการกำหนดงบประมาณ สำหรับชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ซึ่งหากสามารถจัดเก็บรายได้ได้เกินเป้า เงินส่วนดังกล่าวก็จะถูกส่งเข้าคลัง ขณะที่ฐานะการคลังจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยหาผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปี 2565 ขยายตัวมากกว่า 4% ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 ปรับลดลงมากต่ำกว่า 62% ต่อจีดีพี ตามที่ได้ประเมินไว้
จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งสูงขณะนี้นั้น ทางด้านสาธารณะสุขไม่ได้มีการห้ามดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ระดับการบริโภคยังคงมีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมาตรการของรัฐบาล ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ก็ยังไม่หมด ยังมีเงินที่ออกมาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาใส่เงินเพิ่มตามที่เอกเสนอ
ขณะที่ ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียนั้น ยอมรับว่ากระทบไปทั่วโลก รวมทั้งไทย โดยเฉพาะในเรื่องของราคาน้ำมันดิบที่ขณะนี้พุ่งแตะที่ 90-100 เหรียญฯต่อบาเรลแล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าจากการที่หลายประเทศตะวันตกเข้าไปช่วยเจรจานั้น จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและไม่บานปลาย แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตามจากปัญหาความขัดแย้งความขัดแย้งของ 2 ประเทศที่เกิดขึ้น นอกจากกระทบต่อราคาน้ำมันแล้วไปทั่วโลกแล้ว ในส่วนของไทย ยังกระทบต่อการค้าด้วย เนื่องจากรัสเซียและยูเครนก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่มาไทยก็มีจำนวนมาก แต่เนื่องจากขณะนี้การท่องเที่ยวของไทยยังฟื้นตัว ดังนั้นจึงยังได้รับผลกระทบไม่มาก

ส่วนกรณีที่ทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจปี 2565 จะเติบโตในอัตราชะลอตัวลงกว่าที่คาด โดยจีนได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศษฐกิจลง ขณะที่ฮ่องกงได้ออกมาปรับลดจีดีพี ลงจากปี 2564 ที่ขยายตัวได้ 4% ลงเหลือ 2% ในปี 2565 โดยในส่วนของไทย เชื่อว่าจะไม่เป็นแบบนั้น ซึ่งเชื่อว่าปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าปี25 64 เป็นการเติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่ปี 2564 ก็มีอัตราการเติบโตสูง แต่ปี 2565 ก็จะขยายตัวในอัตราชะลอลง
“ความหมายที่บอก คือ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้า แต่ชัวร์ คือเติบโตแบบมีเสถียรภาพ ซึ่งปีนี้ ก็ยังมั่นใจว่าจะเติบโตได้ถึง 4% ซึ่งเศรษฐกิจจะเป็นวัฏจักร คือเมื่อเจอวิกฤต ก็จะกลับมาฟื้นตัวได้โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งประเทศไทยก็มีสัญญาณการฟื้นตัวและได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว” นายอาคม กล่าว

