‘จุรินทร์’ ประชุมด่วนติดตามรัสเซีย-ยูเครน สั่งตั้งวอร์รูมรับมือ สกัดปัญหานำเข้า-ส่งออก
เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง กับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ผ่านระบบประชุมทางไกล จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ในกรณีรัสเซียกับยูเครน โดยเฉพาะการติดตาม ผลกระทบจากการใช้มาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของ 6 ประเทศ ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการนำเข้าและการส่งออกของไทย รวมทั้งการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้า รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อ และราคาสินค้าในแต่ละประเทศ โดยเชิญทูตพาณิชย์จากมอสโกร่วมประชุมด้วย พบว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกของไทย แต่สำหรับราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว โดยยังไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาจะขึ้นสูงกว่านี้ไปอีกหรือไม่
“ผมได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กับกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกันกับภาคเอกชนในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ถึงการติดตามสถานการณ์ และประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพบปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน จะได้แก้ปัญหาร่วมกันในทันที โดยให้รายงานสถานการณ์และการประเมินสถานการณ์ให้ตนทราบทุกวัน” นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า จากการประเมินเบื้องต้นมีทั้งทางบวกและทางลบ โดยสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องราคาน้ำมัน เพราะจะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าต่อไปในอนาคตได้ ขณะนี้ยังไม่ขอลงลึก เพราะไม่อยากประเมินสถานการณ์ในด้านลบทั้งหมดไปก่อนล่วงหน้า สำหรับด้านบวก เช่น สินค้าบางอย่างที่ประเทศไทยมีศักยภาพและสามารถเข้าไปทดแทนตลาดโลก ที่เป็นตลาดเดิมของรัสเซียหรือยูเครนได้ หากเกิดสงครามที่ยืดเยื้อ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง รัสเซีย ส่งออกไปยังสหรัฐปีละ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท) ต่อปี ขณะที่ไทยส่งสินค้าดังกล่าวนี้ไปสหรัฐเช่นกัน โดยมีมูลค่าประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท ดังนั้น ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปทดแทนตลาดยางของสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดเดิมของรัสเซียได้ในช่วงที่เกิดภาวะขัดแย้ง และยังมีสินค้าประมงที่รัสเซีย ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ประมาณปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพสามารถ ทดแทน ตลาดสินค้าประมงในสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ แทนที่รัสเซียได้ในช่วงที่เกิดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าประมงไปยังสหราชอาณาจักร ปีละประมาณ 1,600 ล้านบาท
“ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ครบถ้วนทั้งหมด เพราะเพิ่งเกิดเหตุการณ์เพียง 1-2 วัน จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และมาตรการทั้งหมดของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับเอกชนจะมีความยืดหยุ่นในการทำให้การนำเข้าส่งออกของไทย ยังมีเสถียรภาพและได้รับประโยชน์สูงสุดต่อไป” นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรายงานเบื้องต้นว่ารัสเซียเป็นคู่ค้ารายสำคัญอันดับที่ 30 ของไทย ส่วนยูเครนเป็นคู่ค้ารายสำคัญอันดับ 63 ของไทย โดยปี 2564 การค้าระหว่างไทย-รัสเซีย มีมูลค่า 88,167 ล้านบาท ขยายตัว 14.56% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปยังรัสเซีย มูลค่า 32,508 ล้านบาท ขยายตัว 44.90% และนำเข้าจากรัสเซีย มูลค่า 55,660 ล้านบาท ขยายตัว 2.07% สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังรัสเซีย 5 อันดับแรก คือรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (10,162 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์ยาง (3,379 ล้านบาท) เครื่องจักรกลและ ส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (1,706.9 ล้านบาท) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (1,455.6 ล้านบาท) เม็ดพลาสติก (1,380.7 ล้านบาท) เป็นต้น สินค้าส่งออกที่มีการขยายตัวสูงในหมวดสินค้าเกษตรและอาหาร ได้แก่ ยางพารา สิ่งปรุงรส อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง สินค้าที่ไทยนำเข้าจากรัสเซีย 5 อันดับแรก คือ นำ้มันดิบ (25,958.9 ล้านบาท) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (5,667.6 ล้านบาท) เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ (5,568.4 ล้านบาท) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5,307.4 ล้านบาท) เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ (3,350.3 ล้านบาท)
ทางด้านยูเครน ในปี 2564 การค้าระหว่างไทย-ยูเครน มีมูลค่า 12,428 ล้านบาท ขยายตัว 28.67% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปยังยูเครน มูลค่า 4,228 ล้านบาท ขยายตัว 37.36% และนำเข้าจากยูเครน มูลค่า 8,199 ล้านบาท ขยายตัว 24.60% สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเครน 5 อันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (1,037.1 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์ยาง (671.7 ล้านบาท) ผลไม้กระป๋อง และแปรรูป (542.5 ล้านบาท) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (285.3 ล้านบาท) เม็ดพลาสติก (264.3 ล้านบาท) สินค้าไทยนำเข้าจากยูเครน 5 อันดับ คือ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (4,419 ล้านบาท) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (3,013.6 ล้านบาท) ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ (133 ล้านบาท) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (112.5 ล้านบาท) แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ (112.3 ล้านบาท)

