
ไทยรับมือผลกระทบจากศึก “รัสเซีย-ยูเครน” -ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่ง
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทั่วโลกรวมทั้งไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสงครามที่รัสเซียโจมตีทางทหารใส่ยูเครน ทำให้หลายหน่วยงานเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ผ่านระบบประชุมทางไกล
นายจุรินทร์กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์และติดตามผลกระทบจากการที่หลายประเทศคว่ำบาตรรัสเซียว่าจะมีผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกของไทยอย่างไร สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกันกับภาคเอกชนในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคเกษตร เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน หากพบปัญหาจะได้แก้ไขโดยเร่งด่วน
นายจุรินทร์กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ราคาน้ำมัน เพราะจะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าในอนาคต แต่ก็มีด้านบวก เช่น สินค้าบางอย่างที่ไทยมีศักยภาพและสามารถเข้าไปทดแทนตลาดโลกที่เป็นตลาดเดิมของรัสเซียหรือยูเครนได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางที่รัสเซียส่งออกไปยังสหรัฐปีละ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท)
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นยอมส่งผลต่อราคาขายปลีกในประเทศแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มดีเซลที่ปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ที่ 28.54 บาทต่อลิตรก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มเบนซินด้วย ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างหามาตรการดูแลผู้ใช้เบนซินเช่นกัน
นายกุลิศกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่มประเทศตะวันออกกลางประมาณ 55% นำเข้าจากรัสเซียเพื่อกลั่นเพียง 5.22 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 3% ของปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะที่ปริมาณสำรองพลังงานไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 3,200 ล้านลิตร ปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,460 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,670 ล้านลิตร ทำให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองใช้ได้กว่า 2 เดือน
“กระทรวงพลังงานออกมาตรการดูแลอย่างต่อเนื่องและเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการทุกแนวทางเพื่อดูแลประชาชน นายกุลิศกล่าว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อการผลิตอาหารของประเทศ โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก
“เมื่อเกิดสงครามทำให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นทันทีเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก.ในปี 2564 ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยพุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 7.98 ล้านตัน แต่ผลผลิตข้าวโพดสู่ตลาดไม่มีแล้ว โดยขณะนี้เกิดการขาดแคลน 3.18 ล้านตัน จากปริมาณความต้องการใช้
“รัฐบาลมีมาตรการ 3:1 ที่บังคับให้ต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าได้ 1 ส่วน แต่ขณะนี้ไม่มีข้าวโพดในประเทศเหลือให้ซื้อแล้ว เกิดปัญหาไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน ล่าสุด โรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลืองอ้างผลกระทบจากสงครามยูเครน ประกาศราคาขายกากถั่วเหลืองที่ 22.50 บาท/กก. จากราคา 18.91 บาท/กก.ในปี 2564” นายพรศิลป์กล่าว
นายพรศิลป์กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีมาตรการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองในอัตรา 2% เป็นภาระต้นทุนซ้ำเติมยิ่งขึ้น ทั้งที่การงดภาษีนี้ไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เมื่อไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ หรือแม้จะหามาผลิตได้แต่ต้องขายในราคาขาดทุน ดังนั้น ทางออกของสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหลายแห่งจึงจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิตและปิดไลน์การผลิตอาหารสัตว์ลงบางส่วน
“สมาพันธ์ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลแล้วหลายครั้ง และทำหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกฯ เนื่องจากกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้าน การผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละปีมีประมาณ 22 ล้านตัน เป็นไปได้ที่ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 17-18 ล้านตัน หายไปกว่า 4-5 ล้านตัน จะส่งผลต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ นั่นคือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องพักเล้างดการเลี้ยง จะส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ”นายพรศิลป์กล่าว
