หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยรับมือผลกร...

ไทยรับมือผลกระทบจากศึก ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่ง

26.02.22 | 08:59 น.
A man clears debris at a damaged residential building at Koshytsa Street, a suburb of the Ukrainian capital Kyiv, where a military shell allegedly hit, on February 25, 2022. - Russian forces reached the outskirts of Kyiv on Friday as Ukrainian President Volodymyr Zelensky said the invading troops were targeting civilians and explosions could be heard in the besieged capital. Pre-dawn blasts in Kyiv set off a second day of violence after Russian President Vladimir Putin defied Western warnings to unleash a full-scale ground invasion and air assault on Thursday that quickly claimed dozens of lives and displaced at least 100,000 people. (Photo by Daniel LEAL / AFP)

ไทยรับมือผลกระทบจากศึก “รัสเซีย-ยูเครน” -ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่ง

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทั่วโลกรวมทั้งไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสงครามที่รัสเซียโจมตีทางทหารใส่ยูเครน ทำให้หลายหน่วยงานเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ผ่านระบบประชุมทางไกล

นายจุรินทร์กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์และติดตามผลกระทบจากการที่หลายประเทศคว่ำบาตรรัสเซียว่าจะมีผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกของไทยอย่างไร สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกันกับภาคเอกชนในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและภาคเกษตร เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน หากพบปัญหาจะได้แก้ไขโดยเร่งด่วน

นายจุรินทร์กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ ราคาน้ำมัน เพราะจะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าในอนาคต แต่ก็มีด้านบวก เช่น สินค้าบางอย่างที่ไทยมีศักยภาพและสามารถเข้าไปทดแทนตลาดโลกที่เป็นตลาดเดิมของรัสเซียหรือยูเครนได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางที่รัสเซียส่งออกไปยังสหรัฐปีละ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท)

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นยอมส่งผลต่อราคาขายปลีกในประเทศแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มดีเซลที่ปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ที่ 28.54 บาทต่อลิตรก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มเบนซินด้วย ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างหามาตรการดูแลผู้ใช้เบนซินเช่นกัน

Advertisement

นายกุลิศกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่มประเทศตะวันออกกลางประมาณ 55% นำเข้าจากรัสเซียเพื่อกลั่นเพียง 5.22 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 3% ของปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะที่ปริมาณสำรองพลังงานไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 3,200 ล้านลิตร ปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,460 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,670 ล้านลิตร ทำให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองใช้ได้กว่า 2 เดือน

“กระทรวงพลังงานออกมาตรการดูแลอย่างต่อเนื่องและเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการทุกแนวทางเพื่อดูแลประชาชน นายกุลิศกล่าว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อการผลิตอาหารของประเทศ โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก

“เมื่อเกิดสงครามทำให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นทันทีเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก.ในปี 2564 ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยพุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 7.98 ล้านตัน แต่ผลผลิตข้าวโพดสู่ตลาดไม่มีแล้ว โดยขณะนี้เกิดการขาดแคลน 3.18 ล้านตัน จากปริมาณความต้องการใช้

“รัฐบาลมีมาตรการ 3:1 ที่บังคับให้ต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าได้ 1 ส่วน แต่ขณะนี้ไม่มีข้าวโพดในประเทศเหลือให้ซื้อแล้ว เกิดปัญหาไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน ล่าสุด โรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลืองอ้างผลกระทบจากสงครามยูเครน ประกาศราคาขายกากถั่วเหลืองที่ 22.50 บาท/กก. จากราคา 18.91 บาท/กก.ในปี 2564” นายพรศิลป์กล่าว

นายพรศิลป์กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีมาตรการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองในอัตรา 2% เป็นภาระต้นทุนซ้ำเติมยิ่งขึ้น ทั้งที่การงดภาษีนี้ไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง เมื่อไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ หรือแม้จะหามาผลิตได้แต่ต้องขายในราคาขาดทุน ดังนั้น ทางออกของสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยหลายแห่งจึงจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิตและปิดไลน์การผลิตอาหารสัตว์ลงบางส่วน

“สมาพันธ์ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลแล้วหลายครั้ง และทำหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกฯ เนื่องจากกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้าน การผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละปีมีประมาณ 22 ล้านตัน เป็นไปได้ที่ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 17-18 ล้านตัน หายไปกว่า 4-5 ล้านตัน จะส่งผลต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ นั่นคือฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องพักเล้างดการเลี้ยง จะส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ”นายพรศิลป์กล่าว