นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รายงานว่าเดือนมกราคม 2565 อนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย จำนวน 49 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจจำนวน 18 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจจำนวน 31 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุน 9,767 ล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นการอนุญาตให้ชาวต่างชาติ 18 ราย นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก ญี่ปุ่น เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ นำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 821 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 393 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน ซึ่งธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) รวมถึงสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต อาทิ
การบริการให้ใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ สำหรับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมทั้งสำหรับการสั่งซื้อสินค้าและบริการ การบริการขุดเจาะปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย การบริการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสินค้าประเภทเครื่องมือแพทย์ การบริการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร เป็นต้น
นายสินิตย์ กล่าวอีกว่า การลงทุนในพื้นที่อีอีซีของนักลงทุนต่างชาติ เดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ลงทุนในพื้นที่กรุงเทพ 27 ราย และในพื้นที่อีอีซี 8 ราย คิดเป็นสัดส่วน 16% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด โดยมีเงินลงทุนในพื้นที่อีอีซี กว่า 1,575 ล้านบาท สัดส่วน 16% ของเงินลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ 3 ลำดับแรกเป็นนักลงทุนจาก ญี่ปุ่น 4 ราย ลงทุน 660 ล้านบาท ฮ่องกง 1 ราย ลงทุน 826 ล้านบาท และเนเธอร์แลนด์ 1 ราย ลงทุน 50 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ 1. บริการรับจ้างผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ 2. บริการให้เช่าที่ดินและอาคาร ในนิคมอุตสาหกรรม และ 3. บริการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น
“ คาดว่าตลอดปี 2565 จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยผ่อนคลายให้มีการเปิดประเทศ และเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ผนวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ผ่อนคลายขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลักทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ที่เศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 “ นายสินิตย์ กล่าว
นายสินิตย์ กล่าวต่อว่า การลงทุนจากต่างประเทศ น่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นสัญญาณจากการลงทุนของบริษัทไทยและต่างชาติที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในลักษณะที่เป็นการเข้ามาร่วมทุนกับบริษัทไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

