นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ลงพื้นที่ร่วมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่าสถานการณ์ฝนในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักมีปริมาณฝนน้อยลง ทำให้ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ตอนบนของทั้งสองลุ่มน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมชลฯพิจารณาปรับลดการระบายน้ำลงตามความเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและป่าสักนั้น ล่าสุดสถานการณ์น้ำเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ปริมาณน้ำที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ลดลงเหลือ 2,147 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที และแม่น้ำสะแกกรัง ลดลงเหลือ 36 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลฯได้เริ่มปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงเหลือ 2,218 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อ.ไชโย อ.ป่าโมก คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล ตลาดเสนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลงตามลำดับ
นายทองเปลวกล่าวว่า ส่วนของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 871 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 90% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 48 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงได้ปรับลดการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนเหลือ 56 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2559 เวลา 06.00 น. ทำให้ระดับน้ำที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา จะลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร (ซม.) ภายใน 2 วันนี้ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักจะไหลมารวมกันบริเวณ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ปริมาณน้ำเฉลี่ยลดลงเหลือ 2,338 ลบ.ม.ต่อวินาที สำหรับการปรับลดการะบายน้ำในครั้งนี้ จะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีระดับลดลงตามลำดับ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก กรมชลประทานจะได้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนทั้งสองแห่งตามความเหมาะสมต่อไป

