ตรึงได้ไม่นาน ‘หอการค้า’ ชี้อั้นลำบาก คาดไม่เกิน 2 เดือน สินค้าทุกอย่างขึ้นราคาแน่

แฟ้มภาพ

ตรึงได้ไม่นาน ‘หอการค้า’ ชี้อั้นลำบาก คาดไม่เกิน 2 เดือน สินค้าทุกอย่างขึ้นราคาแน่

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ไม่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว หอการค้าส่งสัญญาณปีนี้ราคาสินค้าต้องปรับขึ้นแน่นอนตามภาวะต้นทุนการขนส่งและเงินเฟ้อ ยิ่งเมื่อเกิดสงครามทำให้ราคาพลังงานแพง ยังไม่รู้รัฐจะตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร และก๊าซหุงต้ม 318 บาท/ถัง ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาด ซึ่งในความเป็นจริงราคาก๊าซหุงต้มไปถึง 440 บาท/ถังแล้ว

หวั่นสงครามยืดเยื้อทำอาหารคน-สัตว์ชอร์ต

ห่วงปุ๋ยและอาหารสัตว์จะขาดแคลน มีราคาสูง รัฐต้องรีบหาแหล่งซื้อจากประเทศอื่น เช่น ตะวันออกกลาง หรือใช้ปุ๋ยอื่นมาทดแทนเพื่อลดต้นทุน เพราะเมื่อปุ๋ยราคาแพงจะกระทบสินค้าเกษตร เมื่อเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยน้อยลงทำให้ผลผลิตต่ำ เป็นสิ่งที่หอการค้าทั่วประเทศจะทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อหาทางออก แม้กระทรวงพาณิชย์จะตรึงราคาไว้ แต่คงตรึงได้ไม่นาน ถ้าสงครามไม่ยุติและอาจจะเกิดการชอร์ตทั้งอาหารสัตว์และอาหารคนที่ต้องแย่งกันซื้อ

สินค้าทยอยปรับราคา1-2เดือนนี้

นายสนั่นกล่าวอีกว่า ตอนนี้ที่ราคาสินค้ายังไม่ขยับขึ้นเร็วมาก เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผู้ผลิตยังมีสต๊อกเก่า ทำให้พยายามพยุงราคาต่อไปได้ระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นถ้าซื้อวัตถุดิบใหม่ที่ราคาสูงขึ้น แนวโน้มสินค้าทุกตัวคงทยอยปรับราคาขึ้นใน 1-2 เดือนนี้ อย่างมาม่าจากการหารือกับผู้ผลิตก็พยายามตรึงราคา เพราะยังมีวัตถุดิบในสต๊อกเก่า ขณะที่ข้าวสาลีวัสดุที่ใช้ผลิตปรับขึ้นกว่า 40% คงต้องปรับราคาตาม รวมถึงสินค้ารายการอื่นด้วยที่จะปรับราคา เช่น น้ำมันปาล์ม เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งผลิตเมล็ดทานตะวัน หากขาดแคลนจะกระทบต่อตลาดไทย

แนะสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า

ภาคเอกชนต้องเตรียมแผนตั้งรับไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น ซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า 3 เดือน บริหารต้นทุนการขนส่ง บริหารค่าแรงสอดรับเงินเฟ้อที่สูงถึง 5.28% ซึ่งเมษายนนี้ถึงรอบที่ต้องพิจารณาปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่คงจะเป็นเฉพาะพื้นที่ และคงเป็นไปไม่ได้จะปรับมาอยู่ที่ 493 บาท ตามที่มีการเสนอ

จี้รัฐกู้เงิน1.5ล้านล้าน

นายสนั่นกล่าวอีกว่า สำหรับภาครัฐก็ต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และต้องเตรียมเงินไว้ช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เร่งนำเสนอการขยายเพดานเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทให้สภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว รวมถึงต่อโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่ง เฟส 5 โดยขยายวงเงินเป็น 1,500 บาท เพราะเป็นมาตรการที่ได้ผลมาก ส่วนกระทรวงพาณิชย์นำสินค้ามีความจำเป็นในชีวิตประจำวันขายราคาถูกช่วยผู้มีรายได้น้อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon