กนอ. จับมือ พพ.-แบงก์ ดัน 1.5 โรงงานลดก๊าซเรือนกระจก

กนอ. จับมือ พพ.-แบงก์ ดัน 1.5 โรงงานลดก๊าซเรือนกระจก

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กนอ. ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจเพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก ของ กนอ. ปีงบประมาณ 2565 โดยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการลงนามครั้งนี้

โดย กนอ. ประกาศนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยระยะแรกตั้งเป้าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ดำเนินการเอง 15 แห่ง จำนวน 1,505 โรงงาน ให้ตระหนักถึงความจําเป็นในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม/ท่าเรืออุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality)

 

กนอ. มีนโยบายในการขับเคลื่อนแผนงานและกิจกรรมเพื่อการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การจัดการฐานข้อมูล การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน รวมถึงการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือต่าง ๆ โดยการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ กนอ. และ พพ. จะร่วมกันดำเนินงานภายใต้กรอบความเข้าใจใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน ด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนาบุคลากร ระบบฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน และด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แผนงาน/กิจกรรม ภายในระยะเวลา 3 ปี (2565 – 2567)

“การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก เกิดการผลักดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน มีการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า คาดว่าจะเกิดการประหยัดพลังงานสะสมได้กว่า 640 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2567 คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้กว่า 2,560 ล้านบาท และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 3.4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์”นายวีริศ กล่าว

นอกจากการลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) แล้ว ยังมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนทางการเงิน (Financial support) เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน และการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนิคมอุตสาหกรรม ระหว่าง กนอ. กับ สถาบันการเงิน 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

ทั้งนี้ กนอ. จะร่วมมือกับธนาคารเครือข่ายทั้ง 4 แห่ง ในด้านการส่งเสริมสนับสนุนมาตรการทางการเงิน (Financial support) แก่ผู้ประกอบการ และร่วมมือกับ บสย. พิจารณาการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีการดำเนินงานสอดคล้องตามกฎหมายหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ.

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้มีเจตจำนงร่วมกันในการส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันด้านการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน โดย พพ.พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน การนำมาตรฐาน BEC ไปใช้ในอาคารก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลงในพื้นที่ กนอ. และกำกับให้โรงงานและอาคารในสังกัด

โดย กนอ. ปฏิบัติตามกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน โดยการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีแผนงานส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า เป้าหมายไม่น้อยกว่า 150 เมกกะวัตต์ และส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร เพิ่มความเชี่ยวชาญกำกับดูแลการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนได้ไม่น้อยกว่า 1,100 คน พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน และการสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการภายใต้กรอบความร่วมมือ และส่งเสริมการดาเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“แผนการดำเนินงานทั้งหมดมีเป้าหมายดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยคาดว่าจะเกิดการประหยัดพลังงานสะสม ณ ปี 67 กว่า 640 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 2,500 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 3.4 แสนตันคาร์บอนไดออกไซต์ และก่อให้เกิดความสำเร็จด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป”นายประเสริฐ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon