ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ไตรมาส 2 ของปี 2565 หลังจาก 3 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้กับการควบคุมการระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอมิครอน” การตื่นตระหนกจากผลกระทบจากสงครามไฟรัสเซียกับยูเครน เผชิญปัญหาน้ำมันแพง สินค้าแพง เงินเฟ้อพุ่งกระทบต่อความตัดสินใจใช้เงิน!!
ยิ่งใกล้เข้าเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนของฤดูการท่องเที่ยวอีกครั้งในรอบปี ทั้งความเป็นใจจากอากาศร้อน วันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน หากเป็นปีปกติ ถือว่าเป็นเดือนของความคึกคักเดินทาง การใช้เงินเพื่อการท่องเที่ยว และสังสรรค์ สร้างเงินสะพัดเป็นแสนๆ ล้านบาท
แต่เดือนเมษายนปีนี้ดูเหมือนยังอยู่ในภาวะลังเล ด้วยปัจจุบันการแพร่ระบาดของโควิดรายวันในหลายประเทศ รวมถึงไทยยังสูง เฉพาะในประเทศเราต่อวันยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ยังต่อเนื่อง เกิน 2 หมื่นคนต่อวัน หากรวมกับผลตรวจหาเชื้อแบบเอทีเคพุ่งถึง 4-5 หมื่นคนต่อวัน แม้หลายฝ่ายออกมาบอกว่าติดเชื้อแล้วแต่อาการไม่รุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต เหมือนสายพันธุ์เดลต้า และความกังวลจึงน้อยกว่าเมื่อครั้งเดือนพฤษภาคม 2564 ถ้าใครติดเชื้อ ต้องถูกแยกรักษา แยกกักตัว เสียเวลาในการใช้ชีวิต ส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บตัวอยู่ในที่พักอาศัย งดเดินทาง งดท่องเที่ยว งดกินอาหารนอกบ้าน
⦁ทั่วโลกโหมชิงตลาดเอาต์บาวด์
เมื่อสถานการณ์ดูจะผ่อนคลายลง ในหลายประเทศเริ่มเปิดประเทศท่องเที่ยวแล้ว พร้อมเพิ่มระดับความอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป็นการจูงใจให้มากที่สุด โดยเฉพาะหลายประเทศประกาศเข้าประเทศได้โดยการไม่มีเงื่อนไขเข้าประเทศ ทั้งปลดล็อกไม่ต้องกักตัว บางประเทศไม่ต้องตรวจหาเชื้อผ่านวิธี RT-PCR ทั้งก่อนและหลังเข้าประเทศ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำมาใช้ในการชิงนักท่องเที่ยวนอกประเทศ หวังเป็นแรงจูงใจต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศนั้นได้สูงมากขึ้น ก็ต้องมาเทียบกับข้อมูลรัฐว่าต่างชาติยังความต้องการ (ดีมานด์) มาเที่ยวไทย แต่หากเงื่อนไขเข้าประเทศจูงใจเหมือนหลายประเทศทำแล้ว จะทำให้เปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนแผนเดินทางไปที่ใดแน่!!
จากสำรวจตลาดท่องเที่ยวนอกประเทศ (เอาต์บาวด์) พบว่า ประเทศที่เปิดให้ท่องเที่ยวแบบไม่มีเงื่อนไขการกักตัว มีหลายประเทศที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวของคนไทยเที่ยวนอกสูงมาก ได้แก่ เกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ ไม่จำเป็นต้องกักตัว 7 วัน เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสตามกำหนดแล้ว หรือเที่ยวเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศแบบไม่ต้องกักตัว เพียงแสดงหลักฐานด้านสุขภาพ จำพวกฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR เป็นลบก่อนเดินทางจากประเทศต้นทาง จองโรงแรมและชำระเงินเต็มจำนวนอย่างน้อย 4 วัน เพื่อนบ้านไทยอย่าง เวียดนาม ถือเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่17 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ต้องมีหลักฐานเอกสารแสดงผลตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นลบ ใช้ได้ทั้งผลการตรวจแบบ RT-PCR ภายใน 72 ชั่วโมง หรือผลการตรวจแบบ Antigen Rapid Test ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ประกันสุขภาพหรือประกันเดินทางต่างประเทศที่ครอบคลุมการรักษาโควิด-19 วงเงินประกันไม่ต่ำกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 332,835 บาท
ประเทศสิงคโปร์เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป ผู้ใหญ่ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนได้รับอนุญาตให้เข้าสิงคโปร์ได้ไม่ต้องกักตัว โดยต้องตรวจโควิด-19 ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง อนุญาตให้นักเดินทางจากทุกชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสสามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว ส่วนกัมพูชาเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ต้องกักตัวเมื่อเดินทางเข้าประเทศ และยังยกเลิกข้อกำหนดให้แสดงผลตรวจ RT-PCR ของโควิด-19 เพื่อเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ยกเลิกข้อกำหนดในการตรวจโควิดแบบเอทีเคเมื่อเดินทางถึง และเปิดให้ขอ Visa on Arrival สำหรับผู้เดินทางต่างชาติทุกคน ทั้งผู้เดินทางทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ และมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ประกาศจะเปิดพรมแดนใหม่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ภายหลังจากปิดพรมแดนมาเกือบ 2 ปี เนื่องจากมีการระบาดใหญ่ของโควิด-19
เมื่อมีหลายประเทศพร้อมใจเปิดท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและรายได้เข้าประเทศนั้น จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยถูกกระทบหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา ภาคท่องเที่ยวต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวคนในประเทศเป็นหลัก แต่ก็พบว่ายังมีคนไทยเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเกือบ 11 ล้านคน ที่มีความสามารถและศักยภาพในการใช้จ่าย จะหนีไปเที่ยวต่างประเทศหรือไม่ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวไทยยังสามารถแข่งขันได้หรือไม่ ท่ามกลางภาวะการแข่งขันเดือดแบบปัจจุบัน
⦁ทัวร์ไทยมั่นใจแข่งขันได้
เรื่องการท่องเที่ยวในประเทศ (อินบาวด์) นั้น ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในหลายประเทศทั่วโลก ถือเป็นเรื่องธรรมดาในภาวะปัจจุบัน เพราะทุกประเทศก็อยากดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนเศรษฐกิจภายในเพิ่มเติม ทำให้แม้การแข่งขันจะสูงมากขึ้น แต่ถือเป็นเรื่องปกติ โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังสามารถแข่งขันได้ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรวม เพราะมีจุดเด่นที่เป็นจุดขายหลายด้าน โดยเฉพาะความเด่นของวิถีชีวิต ด้านอาหาร การกีฬา และกิจกรรมต่างๆ
“รวมถึง แม้หลายประเทศจะเปิดการท่องเที่ยวแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศเหล่านั้นด้วย ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากน้อยเท่าใด เพราะตอนนี้การระบาดโควิด-19 ยังอยู่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้แม้เปิดประเทศแล้ว แต่ยังไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากนัก” ศิษฎิวัชรกล่าว
⦁‘พิพัฒน์’ดันรายได้ฟื้น30%
ด้านหัวเรือใหญ่ของภาคการท่องเที่ยวไทย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า หลังจากรัฐบาลปลดล็อกเงื่อนไขการเข้าประเทศทั้งหมด ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไปแล้ว เชื่อมั่นว่าจะทำให้ภาพรวมการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย จะทยอยชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2565 ประเทศไทยจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30% ของรายได้รวมปี 2562 และน่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 7 ล้านคน จากเป้าเดิมวางไว้ที่ 8-10 ล้านคน และมีรายได้ในปี 2566 เพิ่มเป็น 50% ของปี 2562 และมีรายได้ใกล้เคียงกับปี 2562 ได้ภายในปี 2567
“แนวทางในการขับเคลื่อนและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในระหว่างนี้อยากให้ภาคเอกชนทุกส่วนเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบนิวนอร์มอล และรวมพลังกันเดินหน้าให้เร็วขึ้น” พิพัฒน์กล่าว
⦁ททท.รุกทำตลาดเต็มพิกัด
ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะเห็นหลายประเทศเปิดการท่องเที่ยวแล้ว และมีหลายประเทศที่ไม่มีการตรวจหาเชื้อผ่าน RT-PCR ทั้งก่อนเดินทางเข้าประเทศ และเมื่อเดินทางเข้ามาถึงแล้ว แต่ในประเทศไทยก็ได้ปรับลดเงื่อนไขการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่อนคลายให้ไม่ต้องตรวจหาเชื้อผ่าน RT-PCR ก่อนเดินทางเข้าประเทศ 72 ชั่วโมง รวมถึงคาดการณ์ว่า ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการปรับให้เหลือการตรวจหาเชื้อ เป็นผ่านวิธีเอทีเค ที่ถูกรับรองด้วยสาธารณสุขเท่านั้น เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด โดยเชื่อมั่นว่า หากไม่มีการตรวจแบบ RT-PCR เมื่อเดินทางถึงไทยแล้ว จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากกว่านี้แน่นอน
รวมถึงแผนการทำงานของ ททท. ที่อยู่ภายใต้แนวคิดอะเมซิ่ง นิวแชปเตอร์ และซอฟต์ เพาเวอร์ ออฟ ไทยแลนด์ โดยจะนำจุดเด่นของไทยมาเป็นจุดในด้านการท่องเที่ยว อาทิ อาหาร แฟชั่น มหกรรมคอนเสิร์ต ภาพยนตร์ มวยไทย ซึ่ง ททท.จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดงานแสดงสินค้าตามสถานที่ต่างๆ (โรดโชว์) และการจัดงานแสดงสินค้าสำหรับผู้ประกอบการ (เทรดโชว์) แต่ในระยะถัดไป จะปรับให้เป็นรูปแบบไฮบริด อีเวนต์ (Hybrid Event) ที่ผสมผสานระหว่างงานแบบพบปะกันตามปกติ (ออฟไลน์) และแบบออนไลน์มากขึ้น อาทิ ททท. สำนักงานอินเดีย จะจัดส่งเสริมการขายนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาจัดการแต่งงานในไทย การจัดงานโรดโชว์ในตลาดระยะใกล้ อย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ด้วย
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สงกรานต์ที่จะถึงนี้ จะเป็นประกายไฟจุดภาคการท่องเที่ยวไทย ปี 2565 เริ่มต้นของการฟื้นตัวกลับมา หรือต้องรอคอยไปถึงปี 2566

