‘รองพงษ์’ ยกตัวเลขยัน ศก.ไทยไม่ดิ่งเหว ‘สุพันธุ์’ ดัน 4 แผนอุตสาหกรรมพ้นวิกฤต

29.03.22 | 08:39 น.
แฟ้มภาพ

‘รองพงษ์’ ยกตัวเลขยัน ศก.ไทยไม่ดิ่งเหว ‘สุพันธุ์’ ดัน 4 แผนอุตสาหกรรมพ้นวิกฤต

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในวันที่ 29 มีนาคม จะนำข้อสรุปรายละเอียด 10 มาตรการช่วยเหลือและลดภาระประชาชนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยเป็นมาตรการที่ทุกหน่วยงานพร้อมช่วยทุกกลุ่มอาชีพให้ได้รับการดูแล 80% ของประเทศ เช่น ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน เป็นต้น หลังจากนั้นอีก 3 เดือนจะมีการประเมิน หากโจทย์ยากขึ้น มาตรการจะส่งสัญญาณให้ประชาชนได้ทราบเรื่อยๆ ว่าโจทย์ยากขึ้น หรือเบาลง เพราะสถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน

“เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้วิกฤตอาจจะซ้อนวิกฤต และอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่ง 10 มาตรการนี้ครอบคลุมทุกกลุ่ม แต่ถ้าเหตุการณ์รุนแรงคงต้องปรับ ท่านนายกรัฐมนตรีให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ คลัง จับตาดูอย่างใกล้ชิด เรายังเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อถ้าไม่สูงมาก เศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้ เพราะเศรษฐกิจโลกยังโต แต่ถ้าเกิดภาวะ Stagflation ขึ้นมาต้องกลับมาทบทวน แต่วันนี้ยังเชื่อเศรษฐกิจไทยยังโต เพราะมาตรการครอบคลุมถึงผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 และกระทรวงแรงงานจะพิจารณาค่าแรงและจะมีผลไตรมาส 4 หรือสิ้นปีนี้” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวถึงกรณีนักวิชาการออกมาระบุว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะตกเหวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นวิกฤตเดิมบวกกับยืดเยื้อของการค้าขายที่ลำบากขึ้น ต้องเฝ้าระวังช่วง 3 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจว่าจะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือไม่ โดยยังเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่ตกเหวอย่างที่นักวิชาการกังวล ถ้าเศรษฐกิจประเทศไทยตกเหวก็หมายถึงจะมีกว่า 100 ประเทศที่ตกเหว ซึ่งปัญหาตอนนี่เหมือนกัน ต่างเผชิญกับวิกฤตน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อวัตถุดิบ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบจากต่างประเทศมาก ถ้าขีดวงเฉพาะประเทศในอาเซียนด้วยกัน ยังพอจุนเจือกันได้อยู่ เพราะมีการผลิตอยู่แล้ว ยังไงสามารถค้นหามาให้ได้

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

วันเดียวกัน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานประชุมสามัญประจำปี 2565 และเลือกตั้งคณะกรรมการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวาระปี 2565-2567 โดยได้บรรยายพิเศษ “FUTURE INDUSTRY อนาคตภาคอุตสาหกรรม” ว่า ส.อ.ท.ได้กำหนดแผนงานในปี 2565-67 ภายใต้นโยบาย “Future Industry ทำสิ่งที่เราถนัด” ใน 4 เรื่องหลักคือ 1.เกษตรกรรม รัฐบาลจะต้องให้การส่งเสริมและสนับสนุนภาคการเกษตร ให้มีราคาและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ นำไปสู่อุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูป รวมถึงต้องบริหารจัดการระบบน้ำให้ดี ใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนา ลดกฎ กติกาให้ง่ายขึ้น เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเกษตรของไทยเป็นซัพพลายเชนให้กับทั่วโลก เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.บีซีจี นำคุณค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาแปลง หรือเพิ่มเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบการผลิตและการบริโภคสู่กระบวนการที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซีโร่ เวสต์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ส.อ.ท.จึงตั้งสถาบันคาร์บอน เครดิต ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย สู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นายสุพันธุ์กล่าวว่า 3.เฮลท์ แอนด์ ไลฟ์สไตล์ สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องการให้บริการด้านสุขภาพ เครื่องมือแพทย์ รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่สินค้าไลฟ์สไตล์ มีฝีมือ แต่ยังขาดเรื่องการทำแบรนด์ ต้องปรับเรื่องนี้ และ 4.ท่องเที่ยวและบริการ ไทยมีจุดแข็งด้านนี้อยู่แล้ว แต่ต้องปรับ พัฒนา ให้สอดรับกับเทรนด์โลก ล่าสุด โควิดทำให้ต่างชาติมีรูปแบบการทำงานแบบเข้ามาทำงานและพักผ่อนด้วย ต้องสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Advertisement