“อาคม” เชื่อ เศรษฐกิจไทยปี 65 โตร้อยละ 3.5-4.5 คาดส่งออกขยายตามเป้าร้อยละ 10 ย้ำรัฐบาลมีมาตรการช่วยค่าครองชีพ-คุมของแพงแล้ว ชี้เงินเฟ้อเพิ่ม จากปัจจัยภายนอก ควบคุมไม่ได้
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายการเงินการคลังกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2565” ในงานประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 27 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย โดยกล่าวว่า ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ในกรอบที่ตั้งไว้ที่ 3.5 – 4.5% และเชื่อว่าหากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันจะทำให้เพิ่มอัตราการเติบโตได้อีก อย่างน้อย 0.1 – 0.3%
ทั้งนี้ อุปสรรคที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกสินค้าทางเรือขณะนี้คือ ค่าระวางเรือและค่าตู้คอนเทนเนอร์ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ประกอบการมีปริมาณคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลดีทำให้การส่งออกในภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น
นายอาคม กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าถึงสภาพคล่อง ของผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐได้เข้าไปช่วยเหลือแล้ว รวมทั้งยังได้กำชับไปยังกรมสรรพากร ถึงการเร่ดรัดการคืนภาษี ที่ยังมีความล่าช้า ให้รวดเร็วขึ้น
“หากภาครัฐช่วยลดอุปสรรคของผู้ส่งออกได้ และช่วยเพิ่มความสะดวกในเรื่องของโลจิสติกส์ และสภาพคล่อง ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2565 ขยายตัวได้ถึง 10% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็อยากให้ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมมือกันแบ่ง หรือเพิ่มอัตราการเติบโต เพื่อทำให้การส่งออกทั้งปี 2565 โตถึง 10% เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักวิเคระห์จากภาคสถาบันการเงินที่มองว่าส่งออกไทยปีนี้จะเติบโตแค่ 5%” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวอีกว่า ภาคการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญ เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่ทั้งปีได้ตั้งเป้ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 7 ล้านคน แต่อย่างไรก็ตามจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทามาไทยแล้วเพียง 4 แสนคน ดังนั้นถ้าหากตัวเลขอยู่ในระดับนี้ ทั้งปีจะได้ 1.6 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลหลังจากนี้เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น ก็จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น แม้หลายประเทศยังคงจำกัดเรื่องของการเดินทาง แต่ขณะนี้ทางฝั่งยุโรปก็ได้ผ่อนปรณในเรื่องของการเดินทางมากขึ้นแล้ว
นายอาคม กล่าวว่า ขณะที่รายได้ตัวถัดมา คือ จากภาครัฐ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ งบลงทุน โดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจเองก็ทำได้ดี เมื่อเทียบกับปี 2564 ส่วนการลงทุนของภาคเอกชน แม้หลายส่วนจะมองว่า ภาคเอกชนจะมีการชะลอการลงทุนเนื่องจากความไม่มั่นใจสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา ภาคเอกชนก็ได้มีการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจหรือลงทุนใหม่แล้ว ผ่านการออกหุ้นกู้ เป็นต้น
นายอาคม กล่าวว่า ดังนั้นหากมองในแง่ของปริมาณ หรือ ตัวเลขจีดีพี ในปี 2565 ไม่น่าจะมีปัญหา แต่อาจมีปัญหาในเชิงราคา จากราคาพลังงาน ต้นทุนวัตถุที่ปรับเพิ่มขึ้น ก็ล่าสุดคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติมาตรการช่วยค่าครองชีพขอประชาชนแล้วเป็นเวลา 3 เดือน ในส่วนของราคาสินค้า นั้น กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปกำกับและควบคุมราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน
นายอาคม กล่าวว่า ขณะที่เสถียรภาพทางด้านราคา หรือ เงินเฟ้อนั้น กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายกรอบเงินเฟ้อไว้ที่ 1%-3% ซึ่งจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ยอมรับว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาคเอกชนก็ได้มองว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะไม่สูงมาก และยังไม่ได้รับผลกระทบ ยกเว้นหากราคาน้ำมันดิบดูไบมีการปรับราคาไปสูงถึง 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ซึ่งยังไม่มีมุมมองว่าจะขึ้นไปถึงระดับนั้นได้

