‘อาคม’ มอบนโยบาย ธอส. ตรึงดอกเบี้ยให้นานที่สุด อย่างน้อยในปี’65 นี้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน ภาคอสังหา 65-66 โตต่อเนื่อง รับเศรษฐกิจฟื้นตัว
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Property Outlook 2022” ในงานสัมมนา Property Focus 2022 : Mega Trend อสังหาฯ รับ New Norm ว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือไม่นั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวนำ ซึ่งมูลค่าของอุสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 4.8% ของจีดีพี แต่หากรวมซัพพลายเซนในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จะมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 7.2% ของจีดีพี และหากรวมไปถึงกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์ตกแต่งบ้านจะคิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 10% ของจีดีพี ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นจากยอดขออนุญาตการจัดสรรที่ดินและการก่อสร้างที่จะเริ่มมีมากขึ้นในปี 2565 ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัย พบว่ามีความต้องการใกล้เคียงกับอุปทาน (ซัพพลาย) จึงยังไม่เห็นภาวะอุปทานส่วนเกินของภาคอสังหาริมทรัพย์ พร้อมมีมุมมองต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2565 ซึ่งต่อเนื่องไปถึงปี 2566 ว่ายอดสินเชื่อใหม่จะมีอัตราการเติบโตอย่างแน่นอน
“วันนี้เมื่อเศรษฐกิจฟื้น ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็จะฟื้นตาม เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการขออนุญาตการจัดสรรที่ดินและก่อสร้าง อีก 3 เดือนถัดมา ก็จะมีการลงทุนก่อสร้างตามมา ดังนั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจตัวหนึ่งว่าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่ เพราะเมื่อภาคอสังหาฯฟื้น ตัวอื่นก็จะฟื้นตามมา“ นายอาคมกล่าว
นายอาคมกล่าวว่า จากสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะของสหรัฐ ที่ธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุด 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโนยบายอยู่ที่ 0.5% และยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกนั้น ก็เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นสูงนั้น ในส่วนของไทยเอง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นายอาคมกล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาจะพบว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างดี เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่จะปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลูกค้าระดับรายได้ปานกลางหันมาใช้สินเชื่อของ ธอส.มากขึ้น ทั้งนี้ จากพันธกิจของ ธอส.ที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยของตนเอง จึงมีนโยบายให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยให้นานที่สุด หรืออย่างน้อยภายในปี 2565 นี้

นายอาคมกล่าวว่า มาตรการรัฐที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการได้มีมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในโครงการพักทรัพย์พักหนี้ สำหรับผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีสถาบันการเงินเข้าร่วมแล้ว 11 แห่ง มีลูกหนี้รวม 253 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท
“รัฐบาลยังได้ต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทลงเหลือ 0.01% รวมทั้งขยายโครงการบ้านล้านหลังเฟส 2 ซึ่งขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก แต่ยอดทำนิติกรรมจริงยังไม่เต็มวงเงิน เนื่องจากอาจรอประเมินสถานการณ์ก่อน” นายอาคมกล่าว
นายอาคมกล่าวว่า ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สาเหตุที่รัฐบาลไม่ต่ออายุมาตรการ เนื่องจากการปรับลดภาษีดังกล่าวในช่วงที่ผ่านถึง 90% ส่งผลกระทบต่อรายได้ท้องถิ่นหายไปประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทบต่องบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งถนนหนทาง น้ำเสีย และสิ่งแวดล้อม ดังเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ภาคอสังหามีการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี ก็มีความจำเป็นในการบริหารและพัฒนาท้องถิ่น ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ต่ออายุมาตรการดังกล่าว
นายอาคมกล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต สิ่งที่ต้องคำนึงถึงประกอบด้วย 1.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการอำนวยความสะดวกโครงสร้างทั้งหมดภายในบ้าน รวมทั้งความเร็วและเสถียรของระบบอินเตอร์เน็ต ที่ต้องพัฒนาเป็นระบบไฟเบอร์ออปติก 2.สิ่งแวดล้อม โดยระบบในตัวบ้านจะต้องมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบ การกำจัดขยะหรือของเสีย และต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน 3.สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ เช่น บันได รวมถึงระบบต่างๆ ในห้องน้ำ และยังเชื่อมโยงไปถึงระบบต่างๆ ภายในบ้าน เป็นต้น

