นายสิทธิพล เจริญขจรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบสท์บอนด์ แวร์เฮ้าส์ จำกัด ผู้ให้บริการคลังสินค้าครบวงจร กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการรวมและกระจายสินค้าไปยังทั่วทุกภูมิภาค บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพ การบริการให้รวดเร็ว และแม่นยำในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทั้งให้บริการคลังสินค้าครบวงจร ด้านการจัดเก็บดูแล และขนส่งสินค้าต่างๆให้กับลูกค้า ที่ปัจจุบันมากกว่า 200 บริษัท ที่ใช้บริการรับฝากสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป, บริการรับฝากสินค้าทั่วไป และ คลังสินค้าให้เช่า, บริการรับฝากสินค้าในห้องรักษาอุณหภูมิ (ห้องเย็นอุณหภูมิ 18-22 องศาเซลเซียส), คลังสินค้าฮาลาล, คลังสินค้าเคมี, บริการเดินพิธีการศุลกากร, บริการขนส่งสินค้า เป็นต้น ล่าสุด บริการใหม่ e-Fulfillment Warehouse รองรับกลุ่มลูกค้าที่มีการค้าแบบออลไลน์ e-Fulfillment Center โดยจับมือกับ SCG Express เพื่อกระจายสินค้า จุดเด่นคือทำเลที่ตั้ง ที่กระจายพื้นที่ใน 4 แห่ง ได้แก่ กิ่งแก้วพื้นที่ 50,000 ตรม. นวนครพื้นที่ 100,000 ตรม.พระราม 3พื้นที่ 4,000 ตรม. และ บางนา กม.18 ขนาด 20,000 ตรม.และมีแผนขยายศูนย์กระจายสินค้าอีก 200,000 ตารางเมตร กระจายไปตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ อีก 4 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) , บริเวณถนนพหลโยธิน กม.51, บริเวณถนนพระราม2 และ บริเวณท่าเรือแหลมฉะบัง (EEC) พร้อมทุ่มเทพัฒนาระบบบริหารสินค้า(WMS), ระบบการจัดการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถรองรับระบบและเชื่อมต่อกับระบบของลูกค้าได้ทันที และใช้ได้ในทุกแพลตฟอร์ม อีกทั้งได้สิทธิประโยชน์ที่ต่างคลังสินค้าทั่วไป คือ เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปที่รับเก็บสินค้าทั่วไป มีอายุการเก็บรักษา 3 ปี โดยงดเว้นการเก็บอากรขาเข้าและขาออก หากส่งออกนอกราชอาณาจักร และงดเว้นการเก็บอากรขาเข้าและขาออก สำหรับสิ่งของที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทำหารบรรจุ หรือ แบ่งบรรจุในคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไปเพื่อเป็นสินค้าส่งออก โดยสามารถทยอยส่งออกได้ภายในระยะเวลา 3 ปี
นายมนตรี กำประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบสท์บอนด์ แวร์เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า ปี 2564 คลังสินค้าของบริษัทรองรับมูลค่าการซื้อขายทั้งในประเทศ และการนำเข้าส่งออกกว่าหมื่นล้านบาท แม้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด และคำสั่งล็อกดาวน์ เกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่ของโลจิสติกส์ แต่ธุรกิจบริษัทกลับได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า จนมีอัตราการเติบโต 30% สำหรับสถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจคลังสินค้าในประเทศไทยในปัจจุบันนั้น นายสิทธิพล เปิดเผยว่า เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าสู่ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เนื่องจากมีพรมแดนเชื่อมต่อกับไทย และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการที่ประเทศต่างๆให้ความสนใจเข้าไปลงทุน ธุรกิจคลังสินค้ายังคงมีโอกาสอีกมากที่จะเติบโต ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในบริษัทคนไทยที่มีศักยภาพและกล้าปักธงในธุรกิจศูนย์กระจายสินค้า
ทั้งนี้ บริษัท เบสท์บอนด์ แวร์เฮ้าส์ จำกัด เป็นหนึ่งในธุรกิจเครือกลุ่มบริษัท BEST Group Company มีมูลค่ากว่า10,000 ล้านบาท ดำเนินกิจการธุรกิจสนามกอล์ฟ, สนามบินส่วนตัว, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์, บริการคลังสินค้าและการขนส่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536 ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากร ให้บริการรับฝากสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป, บริการรับฝากสินค้าธรรมดา สินค้าเคมี สินค้าฮาลาล และ คลังสินค้าให้เช่า, บริการรับฝากสินค้าในห้องรักษาอุณหภูมิ (ห้องเย็นอุณหภูมิ 18-22 องศาเซลเซียส), บริการเดินพิธีการศุลกากร, บริการขนส่งสินค้า ฯลฯ ให้กับลูกค้ามากกว่า 200 บริษัท อาทิ Fedex SCG , Goodyear, Ecco, TCL, Brenntag, PPG Coating, Connell, NCC Management เป็นต้น
นายจักรกฤต เบเนเดทตี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทนำเข้าสินค้าหลากหลายประเภท แต่ละชนิดต้องการการดูแล การจัดเก็บที่แตกต่างกัน แต่โดยขั้นพื้นฐานด้วยประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี จึงจำเป็นมากที่จะต้องหาห้อง ควบคุมอุณหภูมิจัดเก็บสินค้า เพื่อให้สินค้าคงสภาพดีเหมือนที่ส่งมาจากต้นทาง สินค้าที่บริษัทนำเข้ามาตลอด 60 ปี ทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักคือสินค้ากลุ่มไวน์ซึ่งการเก็บรักษาไวน์ให้คงสภาพเฟรชเหมือนที่ออกมาจากไร่ไวน์จนถึงมือลูกค้าเราต้องการมืออาชีพดูแลให้กับบริษัท

