“ส.ก่อสร้าง” อ้อนรัฐ เร่งจ่ายค่างวดงานด่วน เพื่อต่อชีวิตผู้ประกอบการ-พร้อมขอยกเลิกเพดานค่าเคชั่วคราว
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหนปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ในฐานะเลขาธิการสมาคมก่อสร้างในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งรัดการจ่ายเงินค่างวดสำหรับผู้รับเหมาในโครงการต่างๆ ที่ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่สามารถเบิกเงินได้ เนื่องจากต้องรอกระบวนการและขั้นตอนซึ่งค่อนข้างช้า ในขณะที่ผู้รับเหมาก็มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ส่งผลต่อสภาพคล่อง ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามนอกจากจะขอให้รัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายให้กับผู้รับเหมาแล้ว ยังอยากให้รัฐบาลมีการยกเลิกเพดานค่าเค หรือ ESCALATION FACTOR หรือ ตัวเลขดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างาน ณ ระยะเวลาที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเปิดซองประกวดราคาได้เปรียบเทียบกับระยะเวลาที่ส่งงานในแต่ละงวด วันที่เปิดซอง / วันที่เสนอราคา ระยะเวลาก่อสร้าง วันที่ส่งงานแต่ละงวด ออกไปเป็นการชั่วคราวก่อน โดยปัจจุบันการคิดค่าเคให้นั้น มีการกำหนดเพดานไว้ที่ บวกลบ4% คือหากต้นทุนรวมขึ้นไปถึง 4% แล้วจึงจะได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์วัสดุก่อสร้างมีการขึ้นลงต่อเนื่อง หรือมีความสวิงสูงหรือขึ้นๆลงๆ ก็ควรยกเลิกเรื่องเพดานออกไปก่อนคือหากวัสดุขึ้นไป 3% ไม่ถึง 4% ก็สามารถเบิกค่าเคได้ เพราะหากยังกำหนดเพดานไว้ที่ 4% ก็ไม่สามารถเบิกได้ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมเรื่องต้นทุนผู้รับเหมาต่อเนื่อง หากทำได้ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เพราะผู้รับเหมาสมารถนำเงินที่ได้มาต่อยอดธุรกิจหรือต่อลมหายใจธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ค่าเคอัตราดังกล่าวไม่ได้มีการปรับมาเป็นระยะเวลานับ 10 ปีแล้ว
นายปิยะดิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกำลังมีปัญหาเรื่องค่าแรงงานที่ปรับตัวสูงสุด แต่ขณะเดียวกันก็ขาดแคลนแรงงานทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อาข้างหนัก อยากรัฐเข้ามาดูแลด้วย เพราะอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างคิดเป็น 8-9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศ นอกจากนี้อยากให้ภาครัฐมีนโยบายในการนำโครงการขนาดเล็กมูลค่างานระหว่าง 1,000-10,000 ล้านบาทออกมาพัฒนาในรูปแบบพีพีพี หรือโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถทำงานได้ จากที่ปัจจุบันรัฐจะเน้นเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทเท่านั้น

