หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสโฮเทลแอนด์...

เอสโฮเทลแอนด์รีสอร์ท ดันรายได้8.5พันล้าน ขึ้นอันดับสองในไทย

7.04.22 | 22:50 น.

นายเดิร์ก เดอ คุยเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมและการลงทุน เครือบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในหลายภาคส่วนของโลก กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมถึงโรงแรมของเราที่ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้ง 5 แห่งทั่วโลก โดยเฉพาะพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐมัลดีฟส์ คาดว่าจะสร้างรายได้เป็นสัดส่วนของรายได้รวมทั้งหมด 44% และ 28% ตามลำดับ

สำหรับในสหราชอาณาจักร นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน จะฟื้นตัวกลับมาเท่ากับปี 2562 อาทิ การจัดงานอีเว้นท์ของอุตสาหกรรมไมซ์  ซึ่งกว่า 50% จะเป็นการจัดงานแบบพบปะกันของผู้เข้าร่วมงานที่โรงแรม  และอาจกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Pre-Brexit)  รวมถึงโรงแรมในสาธารณรัฐมัลดีฟส์จะเติบโตเช่นกัน หลังนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางท่องเที่ยวมายังสาธารณรัฐมัลดีฟส์ต่อเนื่อง พบว่าผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้น แต่มีนักท่องเที่ยวที่มาเยือน 168,491 คน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันปี 2563-64 เกินกว่า 45% เนื่องจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจากประเทศทางแถบยุโรปและตะวันออกกลาง และรัฐบาลของสาธารณรัฐมัลดีฟส์ คาดจะมีนักท่องเที่ยวปี 2565 ประมาณ 1.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21%

นอกจากนี้คาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศอื่น ได้แก่ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเซียส และประเทศไทย จะยังสามารถเติบโตต่อไป เนื่องจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เริ่มออกมาตรการผ่อนปรนด้านการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวภายหลังการแพร่ระบาด ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด เรามั่นใจอย่างมากว่าเราจะได้รับอานิสงส์จาก “มาโครเทรนด์” (macro trends) อย่างมหาศาล เนื่องจากจำนวนของแขกผู้เข้าพักในโรงแรมของเรากลับมาใช้บริการซ้ำโดยเฉลี่ย 30%

นายคุยเปอร์  กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในการปรับโฉมโรงแรมใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ ให้แก่โรงแรม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและไลฟสไตล์ของแขกผู้เข้าพักยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทปี 2565  นอกจากนี้การจัดแพ็กเกจที่พักสุดพิเศษพร้อมด้วยกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร เช่น การมีศูนย์การเรียนรู้ทางทะเล ที่ ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ หรือ ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมมัลดีฟส์ ที่ โครงการ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความทันสมัย และหลงใหลในความงดงามของธรรมชาติแวดล้อมของสถานที่ท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายเพิ่มได้ถึง 15% โดยคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้เฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 20-25% ให้กับโรงแรมในปีนี้ ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงโรงแรม 3 แห่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ SAii โดยการปรับลุคครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนในไตรมาส4/ 2564 เพิ่มขึ้น 30% พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการจองที่พักโดยตรงด้วยตนเอง คาดว่ารายได้จากช่องทางนี้เพิ่มขึ้นจาก 10% ปีก่อนๆ เป็น 30% ของรายได้รวมทั้งหมด

นายคุยเปอร์ กล่าวต่อว่า บริษัทวางแผนการลงทุน 3 ปี กว่า 7.3 พันล้านบาท และเตรียมงบกว่า 2.8 พันล้านต่อยอดการลงทุน มีแผนเปิดตัวโครงการปี 2566 วางงบลงทุนเพื่อซื้อและควบรวมกิจการเพิ่มเติมอีก 4.5 พันล้านบาท 3 ปีข้างหน้า เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาและขยายธุรกิจในทุกรูปแบบเพื่อทำให้บริษัทเติบโตหลังการแพร่ระบาดโควิด 19 เริ่มคลี่คลาย โดยเริ่มดำเนินการปรับพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักรเป็นพอรต์แรก มีแผนลงทุนธุรกิจผ่านการซื้อและควบรวมกิจการ กำลังมองหาโรงแรมในแถบชายฝั่งทะเลเอเชียและแปซิฟิก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรอินเดีย คาดใช้งบลงทุน  4.5 พันล้านบาท รวมทั้งจับมือกับพันธมิตรโรงแรมนานาชาติเพื่อขยายธุรกิจ จะทำให้บริษัทเติบโตเป็น 3 เท่าภายในปี 2567

Advertisement

“ ปีนี้ตั้งเป้าทุบสถิติโกยรายได้สูงสุด 8.5 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 2 เท่า เทียบปีก่อนที่ทำรายได้ 4.5 พันล้านบาท จากปัจจัยหนุนการฟื้นฟูของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  นโยบายด้านการบริหารจัดการและลงทุนโรงแรมแบบกระจายความเสี่ยง เพิ่มช่องทางการจองที่พักโรงแรมโดยตรง ทำให้บริษัทฯ เตรียมก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของไทย “นายคุยเปอร์ กล่าว