เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 เมษายน ที่สนามการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ภายในงาน ‘มหกรรมยางพารา 2564’ นครฯ แห่งนวัตกรรมยางพารา มีเสวนาวิชาการในหัวข้อ ‘แนวโน้มราคายางพารา’ ดำเนินรายการโดย นายวิมล ปั้นคง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา
นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท. กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทาย เพราะต้องดูแลราคายางไม่ให้ตกจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวสวนยางทุกคน ย้อนไปเมื่อปี 2562 เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการเปลี่ยนรัฐบาล และหัวเรือใหญ่ที่ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการยางทั้งหมด กว่าจะสามารถปรับตัว และเดินหน้ามาจนถึงปัจจุบัน แต่ดีที่เรามีพี่น้องสวนยางที่เข้มแข็ง อดทน และพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างแข็งขันจนสถานการณ์ดีขึ้น
“ที่ผ่านมาราคายางนั้นยากจะประเมินได้ว่าจะขึ้นสูงหรือลงต่ำ เพราะมักจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยางพาราแตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ คือไม่จำเป็นต้องกรีดทันที เป็นข้อได้เปรียบในแง่ราคาเมื่อเทียบกับข้าว มันสำปะหลัง และพืชไร่อื่นๆ ซึ่งทำให้ชาวสวนสามารถรอราคาขึ้นก่อน จึงจะกรีดมาขายได้ ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายของ กยท. ที่จะต้องช่วยเหลือเกษตรกร ให้ได้ราคายางที่ดีที่สุด และสามารถทำให้เกษตรกรทุกคนอยู่ได้ด้วยลำแข้งอย่างแข็งแกร่ง” นายขจรจักษณ์ กล่าว

ด้าน นายเดชา มีสวน เลขาธิการสมาคมน้ำยางข้นไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการแปรรูปผลิตน้ำยางข้นมากขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20% และมีอัตราการใช้ยางพาราภายในประเทศสูงสุดเกือบ 30% ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราทุกคนภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ราคายางได้ เพราะมีหลายปัจจัยแทรกซ้อน อย่างไรก็ตามยังมีวิธีที่สามารถวิเคราะห์ทิศทางในระยะสั้นไม่เกิน 3-4 วัน ว่าอาจไปในทิศทางใดได้บ้าง
“จากการทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับรัฐบาล และกยท. หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งดูดาย แต่มองหาวิธีเพิ่มมูลค่ายาง เพิ่มศักยภาพ และช่วยเหลือเกษตรกรเสมอ ซึ่งจะมีผลให้ราคายางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สามารถสู้กับคู่แข่งชาวต่างชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้สินค้าหลายอย่างเป็นที่ต้องการมากขึ้น เช่น ถุงมือยาง เพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์” นายเดชา กล่าว

ด้าน น.ส.โสภี สงวนดีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า จากสถิติผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของยางพารา พบว่ามีมูลค่าในตลาดถึง 40-70% ไม่ว่าจะเป็นยางพาราแปรรูป ไม้ยางพารา เป็นต้น ซึ่งความต้องการดังกล่าวได้กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ให้สูงขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวจนซบเซาหนัก แต่ภาคการเกษตรในภาคใต้กลับเติบโต ผู้คนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงขึ้น ซึ่งช่วยพยุงให้เศรษฐกิจในภูมิภาคไม่ให้ตกต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
“ภาคการเกษตร การปลูกสวนยาง ขายยางได้ เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น พอผู้คนมีรายได้ก็นำเงินที่ได้ไปจับจ่ายซื้อของ รวมทั้งสินค้าเกษตรอื่นๆ เกษตรกรเองก็มีความต้องการซื้อรถยนต์ ทั้งรถกระบะ และรถจักรยานยนต์มากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการเกษตร” น.ส.โสภี กล่าว
ด้าน นายชโย ตรังอดิศัยกุล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจุบันยางพาราของไทยมีอนาคตสวยงาม และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จากที่เคยผลิตปีละ 3.7 ล้านตันเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จนปี 2564 สามารถผลิตได้กว่า 5 ล้านตัน แต่ยังต้องจับตาแนวโน้มการขยายตัวในอนาคตว่าจะมีประสิทธิภาพ มีผลผลิตเพียงหรือไม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ราคาของยางพาราจะมีความผันผวนผ่านหลายปัจจัย โดยในปัจจุบัน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้ราคาพลังงานแพงขึ้น กระทบต่อการผลิตของไทยเพราะยังต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันอยู่
นายชโย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกวิกฤตที่ส่งผลให้ราคายางพาราลดลง เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ทำให้ถุงมือยางที่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติจากไทย เป็นที่ต้องการมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กระนั้นต้องจับตาว่าหลังจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว จะทำให้ความต้องการถุงมือยางกลับไปเหมือนช่วงก่อนโควิดระบาดหรือไม่
“มันอาจไม่กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เพราะเกิดการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสาธารณสุขไปแล้ว การใช้งานจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน แต่คงไม่เยอะเท่าช่วงโควิดรุนแรง ดังนั้นภาครัฐจะต้องคำนึงต่อไปว่า หากวันหนึ่งสถานการณ์เกิดแผ่วลงมา จะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาและทำให้ให้เกิดความยั่งยืน” นายชโย กล่าวทิ้งท้าย (อ่านข่าว เริ่มแล้ว! ‘มหกรรมยางพารา’ นครศรีฯ วันแรกสุดคึก ชาวสวนยางแห่ร่วม หวังต่อยอดเพิ่มผลผลิต)


