‘เชน เหล่าสุนทร’ทายาทรุ่น3
รับไม้ต่อคุณยาย…
พัฒนา‘วัฒนแพทย์ตรัง’
จากรพ.ท้องถิ่นผงาดสู่มาตรฐานสากล
เมื่อเอ่ยถึง จ.ตรัง คนส่วนใหญ่จะนึกถึง “หมูย่างเมืองตรัง” อาหารท้องถิ่นลือชื่อ ดังระดับประเทศ แต่หากเอ่ยชื่อ โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง ไม่มีคนตรังคนไหนไม่รู้จักโรงพยาบาลเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัด โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าในพื้นที่จะรู้จักดีในชื่อเดิม “คลินิกหมอวิทย์” ก่อตั้งโดย นพ.วิทยา และ อมรา ลีละวัฒน์ คุณตา-คุณยายของ เชน เหล่าสุนทร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ฝ่ายการเงิน บริษัท โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง จำกัด (มหาชน) (WPH) ทายาทรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาบริหารโดยไม่ได้เรียน หรือจบมาทางด้านการแพทย์เหมือนคุณตา-คุณยาย คุณปู่-คุณย่า และคุณพ่อ-คุณแม่ แต่จบสาขาการตลาดและบริหารในระดับปริญญาตรี และสาขาบัญชีระดับปริญญาโท ที่ Edith Cowan University เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย
พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถึงไม่ได้เป็นหมอก็สามารถบริหารธุรกิจโรงพยาบาลได้ และไม่ใช่แค่ดี แต่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะล่าสุด โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง กำลังขยายสาขาแห่งที่ 3 ในพื้นที่สมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มเติมจากโรงพยาบาลแห่งที่สองที่อ่าวนาง จ.กระบี่
“ที่กลับมาไทย รับช่วงธุรกิจโรงพยาบาลของครอบครัว เพราะคุณยาย (อมรา) โทรศัพท์เรียกตัวจากออสเตรเลีย ขอให้มารับงานต่อ จึงรับปากท่าน ในวันที่ยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเดิมที่ออสเตรเลียซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ซีอีโอเรียกไปคุย โน้มน้าวให้อยู่ทำงานต่อเพราะเห็นว่ากำลังมีอนาคตในสายงาน เห็นศักยภาพในตัว เอ่ยชมว่า เป็น Young HR ที่เก่งที่สุดที่เคยรู้จัก มีโอกาสจะขยับขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่าย HR จากตำแหน่ง ณ ขณะนั้น ผู้ช่วยผู้จัดการ HR” เชนย้อนความให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นเข้ามาบริหารโรงพยาบาล เมื่อปลายปี 2556 ในตำแหน่ง CFO (ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน) และ HR ซึ่งตรงกับสายงานที่ทำอยู่เดิมที่ออสเตรเลีย คือด้านบัญชี, payroll (บัญชีเงินเดือน) และฝ่าย HR (ทรัพยากรบุคคล)
การเลือกคนเข้ามาร่วมงานด้วยจึงถือเป็นทักษะที่คุณเชนถนัด เพราะทันทีที่รับปากคุณยาย ภาพในหัวที่จะดำเนินการคือจะผลักดันให้โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง เติบโตกว่าการเป็นโรงพยาบาลท้องถิ่น!
เรียกว่า “เก่ง+เฮง” คงไม่ผิด คุณเชนมีโอกาสได้รู้จักกับคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้จุดประกายความคิดดังกล่าว “พูดให้ผมคิด บอกว่าเห็นโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง มาตั้งแต่รุ่นคุณยายจนมาถึงรุ่นที่ 3 ผ่านมา 3 เจน จากวันนั้นถึงวันนี้ยังเหมือนเดิม ถามผมกลับว่าถ้าไม่คิดทำอะไร โรงพยาบาลก็อยู่เหมือนเดิม เลยคุยกับบอร์ด อยากพัฒนาโรงพยาบาล ดึง Professional มาร่วมงาน จนได้ น.พ.สมชาย จันทร์สว่าง หรืออาจารย์ช้าง เป็นคุณหมอที่มี Profile น่าสนใจมาก โดยเฉพาะบทบาทบริหารในฐานะผู้อำนวยการ เคยช่วยให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งมีสถานะขาดทุนราว 500 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นกำไรได้
เมื่อได้ผู้อำนวยการมือดีมาแล้ว ก็เริ่มลงทุนกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และหมอเฉพาะทาง โดยเริ่มพัฒนาสาขาการรักษาหลักแบบเต็มสตรีมก่อน จากนั้นพัฒนาสาขาเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจ, สมอง, ทางเดินอาหาร, ตับ ฯลฯ ตามมา โรงพยาบาลก็ได้มาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นและยังได้มาร์เก็ตแชร์จากจังหวัดใกล้ๆ เข้ามาเพิ่มเติม จึงเริ่มขยับขยายโรงพยาบาลไปยังจังหวัดอื่นๆ แต่ยังเน้นพื้นที่ภาคใต้ที่มีศักยภาพซึ่งรวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวด้วย ที่อ่าวนาง จ.กระบี่ จึงเปิดโรงพยาบาลเป็นแห่งที่สอง โดยคุณเชนเลือกวิธีระดมทุนด้วยการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
“ตอนนั้น ปี 2559 ทำรายได้ 400-500 ล้านบาท มีกำไร 70 ล้านบาท เริ่มเห็นศักยภาพที่จะขยายบริการรักษาพยาบาลไปที่อื่นๆ ได้ จึงต้องการระดมทุน ถามว่ากู้แบงก์ได้หรือไม่ ก็ได้ เพราะมีเครดิต แต่หากนำบริษัทเข้าตลาดฯจะทำให้คนรู้จักโรงพยาบาลวัฒนแพทย์มากขึ้น ที่บ้านก็เห็นดีด้วย”
มีข้อสงสัยระหว่างการสนทนา ครอบครัวและญาติพี่น้องคุณเชนล้วนจบมาทางด้านการแพทย์ ทำไมไม่เลือกศักยภาพของคนในครอบครัวมาบริหาร คุณเชนบอกว่าส่วนหนึ่งเพราะคนในครอบครัวถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และอีกเหตุผลซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเชนให้ความสำคัญมากคือ A track record (ประวัติผลงาน) คุณหมอทุกคนรักษาโรคเป็น แต่คนจะบริหารโรงพยาบาลได้ มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง ต้องมีความเก่งอีกระดับหนึ่ง

อีกหนึ่งความเก่งที่คุณเชนเผยให้เห็นและเป็นที่ยอมรับของพนักงาน ซึ่งตรงกับความถนัด คือเรื่อง HR นั่นคือการบริหารงานในช่วงโควิด-19 ระบาด โรงพยาบาลกลายเป็นที่พึ่งหลักของคนในประเทศ บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นอย่างมากต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่ช่วงแรกของการระบาด ข้อมูลยังสับสน โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน ที่เมืองไทยมีแต่ “ซิโนแวค” ที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกมากนัก จนเกิดกระแสต่อต้านการรับวัคซีน ในขณะนั้น
“เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของผม สามารถทำให้พนักงานทุกคนฉีดวัคซีนได้ 100% ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะทำให้คน 1,000 คน ยอมฉีดวัคซีน เริ่มต้นมีพนักงานลงชื่อแค่ 70-80% จึงเริ่มที่ระดับผู้จัดการ ขอความร่วมมือ จากนั้นก็เรียกระดับหัวหน้ามาขอความร่วมมือ จนสุดท้ายคือระดับพนักงาน พบว่ามีประมาณ 25 คน ทำยังไงๆ ก็ไม่ยอมฉีด จึงเรียกคุยด้วยตัวเอง สอบถามแต่ละคนถึงเหตุผล และได้ตอบทุกคำถามของแต่ละคน จนสุดท้ายเหลือพนักงานเพียงคนเดียวเป็นพยาบาลที่ยังไงก็ไม่ยอมฉีด เพราะมีแผนจะไปต่างประเทศ ซึ่ง ซิโนแวค สมัยนั้นยังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศในบางประเทศได้ แต่สุดท้ายยอมฉีดหลังพยายามพูดคุยเกลี้ยกล่อมอยู่นาน และบังเอิญพยาบาลคนนั้นติดโควิด แต่เพราะได้รับวัคซีนแล้ว อาการจึงไม่รุนแรง”
แต่คุณเชนย้ำว่า ที่โรงพยาบาลไม่เคยมีใครติดโควิดแม้แต่คนเดียว ส่วนที่มีพนักงานติดบ้างมีเพียง 2 คน มาจากที่บ้านมีคนติดโควิด เพราะเราเน้นเรื่องมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยอย่างเข้มข้น รวมถึงรณรงค์เรื่องการรักษาระยะห่าง ห้ามทานข้าวร่วมกัน จัดพักเที่ยง เข้า-ออกงานให้เหลื่อมเวลากัน เป็นต้น

ฟังดูเหมือนจัดการได้สบายๆ คุณเชนอธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ละครั้งที่มีอุปสรรคเข้ามา เราจำเป็นต้อง Overcome (เอาชนะ) อุปสรรคเหล่านั้นให้ได้ ถ้าบาดเจ็บต้องบาดเจ็บให้น้อยที่สุด ในทางกลับกัน เมื่อไรที่มีโอกาสก็ต้องคว้าโอกาสให้ได้มากที่สุด “อย่างปี 2561 เกิดน้ำท่วมใหญ่รอบ 30 ปีที่ภาคใต้ ถือว่าลำบากกันมาก ปี 2563-2564 เจอวิกฤตโควิด หนักมาก ปี 2563 บางเดือนบัญชีติดตัวแดง ขาดทุน 30 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นข้อดีคือ คิดกันเร็ว ผมเรียกประชุมตอนเช้าประเมินว่าควรลด Cost เริ่มตั้งแต่ลดค่าโอที เป็น 0 ขอปรับลดค่าตอบแทนของทุกคนในองค์กร รวมถึงหมอ ถือเป็นโรงพยาบาลแรกที่เริ่มทำตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะ เป็นอีกความภูมิใจของผม ในตอนนั้นโรงพยาบาลอื่นๆ ในภาคใต้ต้องลดคนลง 30-40% แต่โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พนักงานอยู่ครบทุกคน และปัจจุบันพนักงานได้รับโบนัส 2 เดือน ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกโรงพยาบาลในภาคใต้”
ปัจจุบัน โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ กำลังดำเนินการก่อสร้างแห่งที่ 3 ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตามแผนธุรกิจจะแล้วเสร็จเปิดบริการในปลายปีนี้ ตามแผนงานที่คุณเชนวางอนาคตของธุรกิจครอบครัว ที่กำหนดไว้ว่า ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในปริมาณคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ คงจะยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ หากอยู่ที่เดิมเท่ากับถอย มาร์เก็ตแชร์ที่มีจะลดลง จำเป็นต้องขยายไซซ์ มุ่งเน้นโซนภาคใต้ต้อนล่าง การเปิดโรงพยาบาลแห่งที่สอง ที่อ่าวนาง ถือเป็นจังหวะที่ดี รัฐบาลไทยฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบียพอดี จึงเริ่มมีเอเยนต์ที่จับตลาดตะวันออกกลางติดต่อมาแล้ว เพราะลูกค้าเศรษฐีจากประเทศตะวันออกกลางเริ่มเบื่อกับการมารักษาที่กรุงเทพฯ อยากเปลี่ยนบรรยากาศการรักษาที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้พักผ่อนท่องเที่ยวด้วย ซึ่งทีมหมอโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง ได้ศึกษาชาวตะวันออกกลางไว้แล้วว่าส่วนใหญ่จะมารักษาด้วยโรคอะไร ได้เตรียมทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆ ไว้พร้อมแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้าชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าของโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ยังเป็นชาวยุโรป
มีทีมหมอเก่งๆ เครื่องมือทางการแพทย์พร้อม ได้มาตรฐานระดับลูกค้ายุโรปยอมรับ มีโอกาสขยายโรงพยาบาลในตลาดที่ใหญ่ขึ้นอย่าง กรุงเทพฯ หรือในพื้นที่อุตสาหกรรม อย่าง อีอีซี ที่จะมีนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุน
“ไม่มีแผนในหัว ยังขอเจียมตัว เน้นโซนภาคใต้ที่มีศักยภาพ เพราะเป็นแหล่งที่คุ้นชิน ขอเป็นคนเก่งในพื้นที่เล็กๆ ดีกว่า” คำตอบหนักแน่นจากปากคุณเชน แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะมีแนวคิดทำ Tourist Medism เมื่อจังหวะและเวลามาถึง
เกษมณี นันทรัตนพงศ์

