ปลุก ‘เที่ยวไทย’ ปั๊มรายได้ ‘ปลดล็อก-จัดแคมเปญ’ ฟื้นศก.
หมายเหตุ – ความเห็นเอกชนต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2/2565 หลังสงกรานต์และจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการด้านการเดินทางเข้ามายังประเทศมีความสะดวกมากขึ้นนั้น
ชำนาญ ศรีสวัสดิ์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 2/2565 (เมษายน-มิถุนายน) ประเมินว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากมีข้อดี คือ นักท่องเที่ยวตลาดไทยเที่ยวไทยเข้ามาเติมเต็มการเดินทางเที่ยวในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถยิ้มได้บ้าง โดยพบว่าขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวหลายพื้นที่ มียอดจองการเข้าพักล่วงหน้าฟื้นตัวขึ้นมาแล้วกว่า 70% แต่จะมาค่อนข้างช้ากว่าเดิม เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่มักตัดสินใจเดินทางเที่ยวในระยะที่สั้นขึ้น คือ วางแผนเที่ยวแล้วออกเดินทางไปทันที และใช้เวลาตัดสินใจเพียง 1-3 วันเท่านั้น
รวมทั้งในช่วงเดือนแรกของไตรมาส 2 เป็นเดือนเมษายน ซึ่งมีเทศกาลสงกรานต์ ที่เป็นเทศกาลพิเศษ ส่งผลให้เกิดการเดินทางมากกว่าช่วงเวลาปกติ ทั้งการกลับภูมิลำเนา และการเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดยาวด้วย ถือเป็นการกระตุ้นการเดินทาง ส่งผลบวกให้ทั้งเดือนเมษายนนี้ มียอดจองการเดินทางออกมาดูดีในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีทะเล และเป็นจุดหมายปลายทางของคนไทย อาทิ ภูเก็ต กระบี่ พัทยา หัวหิน ชะอำ เนื่องจากเห็นยอดจองโรงแรมที่พักเต็มค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมในระดับ 4-5 ดาว ส่วนโรงแรมขนาดเล็ก 3 ดาวลงมานั้น ยังเห็นการฟื้นตัวได้ไม่มากนัก โดยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่มอบส่วนลดในการเข้าพักโรงแรม 40% ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าพักโรงแรมที่ดีมากขึ้นได้ในราคาที่ถูกกว่าเดิม
ตอนนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ลูกค้าเน้นขับรถท่องเที่ยวแบบเป็นครอบครัวเพิ่มขึ้น และกลายเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มักออกเดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้เป็นกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่เหมือนเดิม ซึ่งเป็นผลจากโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม มองว่าในไตรมาส 2 นี้ ด้วยภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวดีเท่าที่ควร รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ได้กลับมาเที่ยวไทยอย่างที่คาดไว้ ทำให้เราต้องลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติลงเล็กน้อย หันมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก แต่เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และรายได้ของคนส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก ทำให้รัฐบาลจะต้องเร่งออกมาตรการโครงการ หรือแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยจะเป็นรูปแบบเดียวกับเราเที่ยวด้วยกันก็ได้ แต่ความจริงแล้วเราเที่ยวด้วยกัน ประโยชน์ที่ได้มากสุดเป็นโรงแรม ทั้งที่มีหลายสาขาอาชีพที่ต้องการได้อานิสงส์เชิงบวก จากโครงการรัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลด้วย เพราะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกว่า 13 สาขา
การกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาจเพิ่มสิทธิ และขยายการดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ออกไปอีกก็ได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเราเที่ยวด้วยกันมากอยู่แล้ว แต่อยากให้ขยายการเข้าร่วมโครงการให้ฐานกว้างมากขึ้น เพื่อให้ใช้กับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ด้วย เนื่องจากมองว่า การจำกัดสิทธิห้องพักที่ 15 สิทธิต่อคน หรือ 15 คืนนั้น มองว่าอาจยังไม่ตอบโจทย์มากนัก เพราะบางคนก็ไม่ได้เที่ยวมากถึงขนาดนั้น อาจปรับเงื่อนไขการใช้โครงการ เป็นสามารถใช้จ่ายในธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ อาทิ การใช้บริการเรือนำเที่ยว ร้านนวดแผนไทย ร้านของฝากต่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลจะออกมาตรการอะไรมาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวนั้น อยากให้ทำงานร่วมกับสมาคมและฟังเสียงของเอกชนด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจจริงๆ เพื่อให้โครงการที่ออกมาสามารถตอบโจทย์ได้มากที่สุด เพราะหลายโครงการที่ผ่านมาออกมาในรูปแบบที่อาจยังไม่เข้าใจกลไกของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการที่ได้หารือร่วมกับหลายประเทศต่างๆ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย พบว่า การเข้าประเทศของไทยยากมาก มีเงื่อนไขเยอะกว่าหลายประเทศท่องเที่ยว ทำให้เกิดความล่าช้า โดยหากเราสามารถคลายล็อกเกณฑ์การเดินทางเข้าประเทศให้ง่ายกว่านี้ เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้นแน่นอน สะท้อนได้จากเมื่อเราปลดล็อกให้ไม่ต้องตรวจหาเชื้อผ่าน RT-PCR ก่อนเข้าไทย 72 ชั่วโมง ก็ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบิน เพิ่มขึ้นแตะ 12,000-13,000 คนต่อวัน ซึ่งพบว่า ความต้องการ (ดีมานด์) มาเที่ยวไทยยังมีอยู่แน่นอน ขอเพียงปลดล็อกให้เดินทางสะดวกเท่านั้น
ตอนนี้มี 3 เรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลบริหารจัดการให้ดี ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือภาคเอกชนด้วย เรื่องแรก ธรรมชาติฟื้นฟูกลับมาดีขึ้น ทำให้คนบางกลุ่มมองว่า ไม่อยากเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลับเข้ามาเที่ยวและทำลายธรรมชาติ ซึ่งส่วนนี้มองว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ คงไม่ได้กลับมาแบบ 40 ล้านคนเหมือนปี 2562 แล้ว เพราะผลจากโควิด-19 โดยประเมินว่า หากมียอดเข้ามาสักประมาณ 30-40% จากยอดเดิม ก็ถือเป็นจำนวนที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้แล้ว เพราะหากจะให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแบบหลักหมื่นคน ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีความคุ้มทุน สุดท้ายก็ต้องปิดบริการ โดยประเมินว่าหากปี 2565 ทำได้ที่ 12 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่ดีมาก และทำให้ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้
เรื่องที่ 2 การปรับรูปแบบการท่องเที่ยว และการเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ สายท่องเที่ยวธรรมชาติ เชิงกีฬา สุขภาพ รวมถึงการทำงานได้ทุกที่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเรื่องที่ 3 กระจายรายได้ลงสู่ธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งซ่อมแหล่งท่องเที่ยว และการซ่อมคน ที่ต้องช่วยพัฒนาศักยภาพของแรงงาน ให้สามารถตอบโจทย์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่า เมื่อปลดล็อกเร็วมากเท่าใด เรายิ่งชนะได้เร็วมากเท่านั้น
กิตติ พรศิวะกิจ
นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทยหรือ ATTM

ทิ ศทางเศรษฐกิจไตรมาส 2/2565 และเศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2565 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อยที่ 2.9% เนื่องจากมีปัจจัยบวกด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรการผ่อนคลายในการเดินทางเข้าประเทศ โดยในเดือนเมษายน ได้ยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าประเทศและคงเหลือไว้แค่การตรวจแบบ RT-PCR แบบเทสต์ แอนด์ โก 1 ครั้ง ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มจากเดือนมีนาคมกว่า 70% และหาก ศบค.ปรับจากการตรวจ RT-PCR เป็นเอทีเคในเดือนพฤษภาคม 2565 เหมือนกับหลายๆ ประเทศในยุโรป จะส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ในไตรมาส 2/2565 สร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 140,000 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยลบที่กังวล คือ สถานการณ์โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ต้นทุนของ Supply Chain ในการทำธุรกิจและการเดินทางสูงขึ้น และอีกปัจจัยลบที่สำคัญคือสภาวะหนี้เสียและเงินฝืดของภาคเอกชนซึ่งเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันเวลา ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและภาคประชาชนยังขาดความสามารถในการลงทุนและใช้จ่ายจะส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศยังไม่คล่องตัวนัก ซึ่งในครึ่งปีหลัง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้น่าจะได้รับแก้ไขได้อย่างเหมาะสมทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวน่าจะกลับมาสร้างรายได้ถึง 30-40% จากช่วงก่อนโควิด-19 จากนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจาก จำนวนไฟลต์การบินการจองล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้จีดีพีเฉลี่ยทั้งปี 2565 จะสามารถเติบโตได้ประมาณ 4%
ขณะที่ปัจจัยเผาเศรษฐกิจ ช่วง 8 เดือนหลังของปี 2565 คือ การยืดเยื้อของโรคโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราค่าเงินบาท การถูกยกเลิกออเดอร์ของภาคส่งออก และนโยบายบางส่วนของภาครัฐที่ยังแก้ปัญหาไม่ตรงโจทย์ ส่วนปัจจัยฟื้นเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ นโยบายของรัฐในระดับ Big Rock ที่ต้องส่งผลบวกทั้งในเชิงกว้างและลึก ตั้งแต่การเพิ่มสภาพคล่อง การเยียวยา การพัฒนา และการฟื้นฟู และต้องทำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกระดับ เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวมีรายได้ติดลบถึง 90% ภาคเอกชนที่ยังคงมีทุนและมีศักยภาพในการแข่งขันนั้นเหลือน้อยมากไม่ถึง 30% ซึ่งอีกกว่า 70% ที่ส่วนใหญ่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ในไตรมาส 2-3 แต่ยังขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถกู้เงินได้ นอกจากนี้ ยังขาดเทคโนโลยี
ขาดกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ ที่จะนำไปปรับตัวรับกับสถานการณ์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป และที่สำคัญคือการขาดบุคลากรเนื่องจากมีการเลิกจ้างไปกว่า 60% ทำให้การแก้ปัญหาภาคท่องเที่ยวนั้นต้อง Re-Design กับแบบขนานใหญ่ ซึ่งภาคเอกชนแต่ฝ่ายเดียวนั้น อาจสามารถทำได้ แต่ทำได้ช้า จึงต้องอาศัยกลไกจากภาครัฐมาช่วย เพื่อที่จะบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว และแย่งชิงความได้เปรียบทางการแข่งขันกลับมาจากประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการท่องเที่ยว โดยในปี 2564 ขณะที่ประเทศไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ 1.07% ของปี 2562 ประเทศคู่แข่ง เช่น ตุรกี ยูเออี และมัลดีฟส์ สามารถฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาในระดับมากกว่า 50% แล้ว
ส่วนข้อเสนอแนะในการฟื้นเศรษฐกิจและดูแลภาคท่องเที่ยว ที่ถือเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการฟื้นเศรษฐกิจ เนื่องจากใช้ทุนน้อย ได้ผลเร็ว และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากการท่องเที่ยวมีซัพพลายเชนที่ยาวมาก ลึกลงไปถึงภาคชุมชน เกษตรกร อาหาร การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ นโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยวนั้น แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเงิน เสนอให้ออกมาตรการเงินกู้ซอฟต์โลน สำหรับการท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ ถือว่าจำเป็นเร่งด่วนมาก เพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องพอที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ 2.การพัฒนาสินค้าและบริการ ตามเทรนด์สุขภาพและรักษ์โลก 3.ด้านเทคโนโลยีการตลาดแบบโลกเสมือนจริง และ 4.ด้านงบส่งเสริมการตลาดและพัฒนาบุคลากรโครงการส่งเสริมการตลาดดีๆ ที่ประสบความสำเร็จ อาทิ เราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่งนั้น ควรนำมาต่อยอด และขยายผล สร้างเป็นโครงการใหม่ๆ แบบเที่ยวคนละครึ่ง เป็นต้น

