‘ประธานเอสเอ็มอี’ กางวิกฤต ‘3 ส’ เผาเศรษฐกิจ จี้รัฐลดหนี้ เติมสภาพคล่องธุรกิจ

14.04.22 | 14:11 น.

“ประธานเอสเอ็มอี” กางวิกฤต “3 ส” เผาเศรษฐกิจ จี้รัฐลดหนี้ เติมสภาพคล่องธุรกิจ

เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจไตรมาส 2 และครึ่งปีหลังว่า สิ่งที่ประเทศไทย และทั่วโลกได้รับผลกระทบและการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ 3 ส คือ 1. วิกฤตสุขภาพ โควิด-19 ที่ประเทศไทยมีการแพร่ระบาดต่อวันในจำนวนมากกว่า 25,000 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตและมีอาการหนักเพิ่มขึ้นและยังไม่มีแนวโน้มลดลงที่ชัดเจน


อีกทั้งมีความเสี่ยงทั้งการกลายพันธุ์ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น การเข้าถึงควบคุมดูแลรักษาผู้ป่วย ความมั่นใจประชาชนในประสิทธิภาพ คุณภาพ การเข้าถึงวัคซีน ระบบสาธารณสุขในการรองรับผู้ป่วยอาการรุนแรง และการควบคุมดูแลคุณภาพ ราคาของ ATK ที่จะช่วยลดภาระประชาชน สร้างระบบการเฝ้าระวังการแพร่ระบาด

รวมทั้งการเร่งวิจัยพัฒนายา สมุนไพรทางเลือก วัคซีนและ ATK ที่ต้องลดการพึ่งพาต่างประเทศอย่างเร่งด่วน ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนการค้า การลงทุนภายในประเทศอย่างจริงจัง

2.วิกฤตเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยด้านเศรษฐกิจ ภาระหนี้รุมเร้าธุรกิจเอสเอ็มอี แรงงาน และประชาชน หนี้ 3 กอง หนี้ครัวเรือนที่มีสูงถึง 90% ของ GDP หนี้สียในระบบธนาคารพาณิชย์กว่า 530,000 ล้านบาท อีกทั้งหนี้ชั้นกล่าวถึงพิเศษที่มีความเสี่ยงจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคตสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท และหนี้นอกระบบที่สูงขึ้น ขยายตัวอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการฟื้นตัวทั้งเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

Advertisement

ด้านสังคม ปัญหาการว่างงานจากการปิดกิจการ และผลกระทบโควิด-19 ปัญหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแรงงานนอกระบบที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการภาครัฐ ปัญหาด้านระบบการพัฒนาอาชีพดูแลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและปัญหาบัณฑิต นักศึกษาจบใหม่ที่มีภาระหนี้ กยศ ว่างงาน รวมทั้งปัญหาการวางแผนระบบการดูแล พัฒนาผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง เพื่อขับเคลื่อนสังคมลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเชิงรุก

ด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นรูปธรรม มีนโยบาย แพลตฟอร์มการขับเคลื่อนที่ชัดเจนของภาครัฐและเอกชน และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องมีระบบการบริหารจัดการควบคุมลดผลกระทบเชิงรุก และไม่ให้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตต่อสุขภาพคนไทยเพิ่มเติมขึ้นไปอีก

3.วิกฤตสงคราม รัสเซียกับยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเกษตร ปศุสัตว์และพลังงาน ทำให้ปัจจัยการผลิตภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีเป็นภาระต้นทุนที่สูงขึ้น อาทิ ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ เหล็กกล้า ก๊าซและ น้ำมัน เป็นต้น และแนวโน้มปัญหายังคงมีปัจจัยความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีท่าทีที่จะจบลงในระยะเวลาอันสั้น

เมื่อถามว่าปัจจัยเผาเศรษฐกิจ หรือ ปัจจัยฟื้นเศรษฐกิจนั้นจะมีอย่างไหนมากกว่ากัน นายแสงชัยเรียงอันดับปัจจัยหนักสุดต่อเศรษฐกิจ อย่างแรก “แก้หนี้ 3 กอง” หนี้ครัวเรือน ที่มีอยู่สูงถึงร้อยละ 90 ของ GDP หรือ กว่า 14 ล้านล้านบาท สะท้อนการเป็นหนี้ครัวเรือนที่ส่งสัญญาณอันตราย สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยสูงอยู่อันดับที่ 10 ของโลก และหากดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่าสูงขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2552 จากหนี้ครัวเรือนค่าเฉลี่ย 147,542 บาทต่อครัวเรือน เป็น 316,623 บาทต่อครัวเรือนในปี 2561 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

นายแสงชัยกล่าวว่า หนี้กำลังจะเสีย หรือ หนี้ชั้นกล่าวถึงพิเศษ และหนี้เสีย ที่จะหมดมาตรการผ่อนปรนในมิถุนายน 2565 นี้ หนี้ชั้นกล่าวถึงพิเศษ ทั้งระบบธนาคารพาณิชย์สิ้นปี 2564 มีทั้งสิ้นกว่า 1.13 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 6 ของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ NPLs มีทั้งสิ้นกว่า 530,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 3 ของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์

โดยหนี้เสีย 3 อันดับแรก กว่าร้อยละ 70 คือ หนี้เสียภาคการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (ที่อยู่ อาศัย-รถยนต์-บัตรเครดิต) 143,717 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 27 ของหนี้เสียทั้งหมด หนี้เสียภาคการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ 126,326 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 24 ของหนี้เสียทั้งหมด หนี้เสียภาคการผลิต 116,927 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 22 ของหนี้เสียทั้งหมด ตามลำดับ

ส่วนหนี้นอกระบบที่ภาคเอสเอ็มอี ภาคแรงงาน และประชาชนทั่วไป มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเป็นหนี้ในระบบร้อยละ 65 และเป็นหนี้นอกระบบ ร้อยละ 35 โดย ปี 2551 หนี้นอกระบบเฉลี่ยต่อครัวเรือน 70,230 บาทต่อครัวเรือน เป็น 111,768 บาทต่อครัวเรือนในปี 2561 หรือ เกือบ 1 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือน เป็นหนี้นอกระบบ (หนี้ครัวเรือน 316,623 บาทต่อครัวเรือน) ขณะที่ ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แรงงาน และประชาชนที่ต้องเผชิญสภาพปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบที่มีต้นทุนต่ำกลับไม่ตอบสนองได้เพียงพอ

อย่างที่ 2 “ค่าครองชีพ และต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง” กระทบครอบครัวยากจน 1.4 ล้านครัวเรือน กลไกราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อนรายรับของเกษตรกร แต่กลับเป็นภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน ปุ๋ย ยา และอาหารสัตว์ที่ปรับราคาอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ค่าครองชีพ ปัจจัยเงินเฟ้อ 5% ยังเป็นสิ่งที่รุมเร้าให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ภาคแรงงาน ภาคเกษตรกร ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อย่างที่ 3 “ขีดความสามารถ” ของเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และแรงงานไทย การปรับตัวและสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพัฒนายกระดับขีดความสามารถภาคแรงงานนอกระบบ 20 ล้านราย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3.1 ล้านราย โดยเฉพาะรายย่อยกว่า 2.6 ล้านราย รวมทั้งแรงงานในภาคเอสเอ็มอีกว่า 12 ล้านคนที่ต้องเผชิญหน้ากับ Technology Disruption หากรวมจำนวนประชากรเหล่านี้เกินครึ่งหนึ่งของประเทศไทย

นายแสงชัยยังมีข้อแนะนำฟื้นเศรษฐกิจของภาคเอสเอ็มอี 3 แนวทาง ได้แก่ 1. พักฟื้น (Reset) กองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ลงทะเบียนระบบแพลตฟอร์มบล็อคเชนการแก้ไขหนี้ครัวเรือน หนี้ชั้นกล่าวถึงพิเศษ หนี้เสีย และหนี้นอกระบบที่แบ่งแยกกลุ่มธุรกิจ อาชีพ และวงเงินหนี้ เพื่อให้บริหารจัดการโครงสร้างการแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคารที่เป็นธรรม และเป็นไปได้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการถอดบทเรียน แผนปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ ผ่อนหนี้ และรักษาเครดิตจูงใจให้เกิดการเจรจาอย่างเป็นระบบมีการติดตาม ประเมินผลผ่าน สถาบันอนุญาโตตุลาการ ศูนย์ไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น

2. ฟื้นฟู (Reintegration) พัฒนาทุนมนุษย์นวัตกรรม ควบคู่ การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำในระบบ ในการสร้างความเป็นผู้ประกอบการทั้งภาคเกษตรกร เอสเอ็มอี และแรงงาน เพื่อให้เกิด “เกษตรกรดิจิทัล” “ผู้ประกอบการดิจิทัล” และ “แรงงานดิจิทัล” ที่จะรู้จัก ใช้งาน และเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองและธุรกิจได้

โดยต้องมุ่งเน้นกลไกแพลตฟอร์มเชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์ในทุกหน่วยงานผ่านคณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพรปช) โดยมี คณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพประจำจังหวัด (กพรปจ) ทุกจังหวัด กับภาครัฐในส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา การธนาคาร การเงินและเครือข่ายภาคเอกชน โดยส่งเสริมมาตรการการค้า การลงทุน สร้างงาน สร้างอาชีพในแต่ละท้องถิ่น แต่ละจังหวัด และยกระดับขีดความสามารถประชาชน แรงงาน ผู้ประกอบการในพื้นที่ร่วมกันเชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

3. ฟื้นตัว (Restart) สร้างความพร้อมในการกลับมาประกอบอาชีพ ประกอบธุรกิจใหม่ พร้อมมาตรการเข้าถึงการส่งเสริม สนับสนุนภาครัฐที่เชื่อมโยง ติดตาม ประเมินผล และส่งต่อผลักดันด้านการค้า การลงทุน การตลาดทั้งในและต่างประเทศ การเชื่อมโยงงานวิจัยยกระดับสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดการกระจายตัวอย่างรวดเร็ว

โดยนำกองทุนสร้างนวัตกรรมเอสเอ็มอีไทยมาเชื่อม 5 ด้าน แหล่งทุน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคการตลาด และภาคเอกชน ยกระดับพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ บริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ๆให้เติบโตอย่างยั่งยืน และทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นความสำคัญ ตระหนักถึงการเข้าระบบกลไกภาครัฐ และส่งเสริมฐานการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้า คือ สถานการณ์ค่าครองชีพ ต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตเกษตรกร เอสเอ็มอีที่สูงขึ้น จะต้องเร่งเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญในการลดอุปสรรค ลดต้นทุนร่วมกับภาคเอกชน และมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวสร้างโอกาสการค้า การลงทุนใหม่ๆที่จะพึ่งพาเน้นการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดการนำเข้า เพิ่มจำนวนและสัดส่วนการส่งออกเอสเอ็มอีจากปัจจุบัน จำนวนประมาณ 25,000 ราย สัดส่วนส่งออกเอสเอ็มอีร้อยละ 12 หรือมูลค่า 1 ล้านล้านบาทให้เติบโตมากขึ้นทั้งจำนวนผู้ประกอบการ และมูลค่าส่งออก และสัดส่วนการส่งออกของเอสเอ็มอี

ระยะยาวการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจเริ่มต้น (Start up) และเอสเอ็มอี ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง นโยบาย แก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกับภาครัฐ การให้แต้มต่อธุรกิจเริ่มต้น และเอสเอ็มอี ควรนำมาตรการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เอสเอ็มอี สัดส่วนร้อยละ 30 กลับมาจากที่ถูกยกเลิกไป
เพราะเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เป็นรูปธรรมในการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และแก้กฎหมายระเบียบที่เป็นอุปสรรค เปลี่ยนจากกำกับให้ส่งเสริมสนับสนุนควบคู่กันไป

“ต้องแก้หนี้อย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาทุนมนุษย์นวัตกรรมที่มีขีดความสามารถสูงให้อยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต” นายแสงชัย กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง