สิ้นยุคสัมปทานสู่พีเอสซี กรมเชื้อเพลิงเฮ! เปลี่ยนผ่านการดำเนินงาน แปลง G1/61 และ G2/61 ไม่สะดุด
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่านของแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ (แปลง G1/61) และแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช (แปลง G2/61) ว่าการเปลี่ยนผ่านดำเนินงานเกิดขึ้นวันที่ 23-24 เมษายนที่ผ่านมา ราบรื่น ผลิตก๊าซธรรมชาติจาก 2 แปลงได้ต่อเนื่อง โดย ชธ.ได้จัดตั้งวอร์รูมรองรับการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินในลักษณะบูรณาการ ร่วมกับผู้รับสัมปทานรายเดิม (บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด)<span;> ผู้รับสัญญารายใหม่ (บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ปตท.สผ.อีดี)) และผู้รับซื้อปิโตรเลียม และมีทีมเฉพาะกิจภาคสนาม 8 ทีม คอยติดตาม ควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดบนแท่นผลิตในทะเลอ่าวไทย โดยประจำที่แปลง G1/61 และแปลง G2/61 จำนวน 5 จุด และประจำในเรือกักเก็บปิโตรเลียมอีก 3 จุด เพื่อตรวจสอบปริมาณการผลิตปิโตรเลียมรอบสุดท้ายในช่วงเวลาก่อนหมดอายุสัมปทาน รวมทั้งวัดปริมาณปิโตรเลียมที่คงค้างในเรือกักเก็บของทุกแหล่ง ก่อนส่งมอบให้กับผู้รับสัญญารายใหม่อย่างเป็นทางการ
“วันที่ 24 เมษายน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ในกิจการปิโตรเลียม จากที่ใช้ระบบสัมปทานมากว่า 50 ปี โดยอัตราการส่งก๊าซธรรมชาติ ณ วันสิ้นสุดสัมปทานของกลุ่มเอราวัณอยู่ที่ 399 ล้านลูกบาศก์ฟุต ประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติจากโครงการ G1/61 จำนวน 376 ล้านลูกบาศก์ฟุต และแหล่งข้างเคียงที่ผลิตร่วมกัน จำนวน 23 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนอัตราการส่งก๊าซธรรมชาติ ณ วันสิ้นสุดสัมปทานของกลุ่มบงกชอยู่ที่ 938 ล้านลูกบาศก์ฟุต ประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติจากโครงการ G2/61
รวมแหล่งบงกชเหนือและแหล่งบงกชใต้ โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเร่งผลักดันให้บริษัท ปตท.สผ.อีดี เข้าพัฒนาแหล่ง และเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแปลง G1/61 โดยเร็วที่สุดเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ” นายสราวุธกล่าว

