“นักธุรกิจ” หวังเลือกตั้งกทม. เป็นจุดเปลี่ยนการเมืองสนามใหญ่ เผยอยากได้คนทำงานเก่งเป็นผู้ว่าฯ ชี้ตอนนี้มี 4 คนเข้าป้าย
งวดเข้ามาทุกขณะ การเลือกตั้งพ่อเมืองเสาชิงช้า หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) จะเปิดให้เข้าคูหาหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 นี้ หลังร้างมา 8 ปี
จากว่าที่ผู้สมัครที่ตบเท้าเข้าชิงชัยกว่า 30 คน ใครเป็นตัวเต็ง ใครเป็นไม้ประดับ คงดูกันออกแล้ว ทั้งจากผลโพลและเรตติ้ง ที่วัดกันถี่ยิบ ชนิดหายใจรดต้นคอ เพราะเวทีนี้ดีกรีแต่ละคนนั้นไม่ธรรมดา
“มติชน” สำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถึงสเปกผู้ว่าฯกทม.ในดวงใจและอยากให้ทำอะไรบ้างหลังรับตำแหน่ง
เริ่มจาก ”ศานิต อรรถญาณสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดชื่อ 4 คนที่จะถือป้ายเข้าวิน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร
“ดูจากนโนบายแล้วมี 4 คนที่น่าสนใจและเป็นนโยบายที่พอไปได้ แต่เป็นความเห็นส่วนตัวผม ขึ้นอยู่กับความพอใจของคนกรุงเทพว่าจะชอบใคร ”
ซีอีโอพร็อพเพอร์ตี้ยังวิเคราะห์ต่อว่า ”ผมคิดว่าการที่กทม.ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯมา 8 ปี จะทำให้คนมาเลือกตั้งกันมากขึ้น และจะเป็นสัญญาณส่งไปถึงการเมืองภาพใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วขึ้น จากปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ผมว่าจะทำให้ประชาชนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง”
สำหรับสิ่งที่อยากจะเห็นหลังได้ผู้ว่าฯคนใหม่ ”ศานิต” กล่าวว่า อยากให้แก้ปัญหาเรื่องสภาพอากาศ ปัญหาน้ำท่วม ขยะ สภาพถนนหนทาง การคมนาคมขนส่งที่การเดินทางยังไม่สะดวก เข้าถึงลำบาก คนต้องหลายต่อกว่าจะถึงที่หมาย ต้องมีรถเมล์ขนคนจากชานเมืองมาสถานีรถไฟฟ้า เพื่อเดินทางไปทำงานในเมือง ขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนรถเมล์ที่ปัจจุบันสภาพทรุดโทรมให้เป็นรถติดแอร์ และเป็นระบบไฟฟ้า เพื่อลดมลภาวะ พร้อมกับพิจารณาปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าบางสายที่แพง เพื่อจูงใจให้คนมาใช้บริการระบบขนส่งมากขึ้น
“อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ผังเมืองรวมฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ ต้อวางผังการพัฒนาให้สอดรับกับพื้นที่จังหวัดปริมณฑลให้เชื่อมกันแบบไร้รอยต่อ และเร่งประกาศใช้โดยเร็ว เพราะล่าช้ามานานมากแล้ว” นายศานิตกล่าว
ด้าน ”อุทัย อุทัยแสงสุข” ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บอกว่า อยากให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพ่อบ้าน พัฒนากรุงเทพฯให้เจริญ เป็นเมืองน่าอยู่ เพราะมีปัญหาเยอะ ต้องแก้ปัญหาระบบต่างๆ ให้สะดวก ทำให้ประชาชนมีระบบสาธารณสุขที่เหมาะสม
“การดูแลค่าครองชีพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของประชาชนในเวลานี้ แต่ด้วยอำนาจของผู้ว่าฯกทม.แล้ว คงบริหารจัดการได้ยาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้แก้ปัญหาและดูแล ส่วนผู้ว่าฯกทม.ดูเรื่องทั่วไปให้ประชาชน เช่น ปัญหาขยะ น้ำท่วม อากาศมลภาวะ ทำยังใงให้ดีกว่าเดิม และเร่งออกประกาศผังเมืองรวมใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การพัฒนาเมืองสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมากแล้ว”นายอุทัยกล่าวทิ้งท้าย

