หน้าแรก เศรษฐกิจ พิษขึ้นภาษี บ...

พิษขึ้นภาษี บุหรี่ดังราคาพุ่ง 20บาท/ซอง ผู้ค้าชี้ รุนแรงเหลือเกิน คนหันหายาสูบ

11.02.16 | 09:27 น.

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ยังไม่พบสัญญาณการกักตุนบุหรี่ ซึ่งวัดจากข้อมูลช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการสั่งซื้อแสตมป์ยาสูบเป็นไปอย่างปกติ โดยขณะนี้กรมได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบตามชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันบุหรี่เถื่อนที่หนีภาษีเข้ามาขายในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดผู้สูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการทำลายสุขภาพ ทำให้ต้องใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาดูแล โดยการปรับเพิ่มภาษีครั้งนี้ จะทำให้กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอีก 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมของการจัดเก็บงบประมาณ 2559 ของภาษีสรรพสามิตบุหรี่ จาก 60,000 ล้านบาท
ขณะที่ราคาขายปลีกนั้น ขึ้นอยู่กับการตลาดของแต่ละบริษัทที่จะพิจารณาในการปรับขึ้น โดยจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะพิจารณาว่าบุหรี่ในแต่ละประเภทปรับขึ้นราคาเหมาะสมหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าจะทำให้บุหรี่มีราคาขายปลีกซองละ 5-10 บาท ส่วนกรณีร้านค้าที่มีการสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้า ก็สามารถจำหน่ายราคาใหม่ได้ทันที เพราะได้ผ่านการชำระภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับกระแสข่าวการปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รายงานว่าจะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณานั้น คงไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากยังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว และเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลตัดสินใจ

รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ราคาขายปลีกของบุหรี่ต่างประเทศ ที่ราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ 95 บาทต่อซอง จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 20 บาท เป็น 115 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ต่างประเทศ ที่ราคาจำหน่ายปัจจุบันเฉลี่ยที่ 66 บาทต่อซอง จะเพิ่มขึ้นอีก 15 บาทต่อซอง เป็นเฉลี่ย 80 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ในประเทศ ยี่ห้อดัง ราคาเฉลี่ยที่ 67 บาทต่อซอง จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 15 บาทต่อซอง เฉลี่ย 80 บาทต่อซอง โดยบุหรี่ในประเทศที่ราคาต่ำสุดเฉลี่ย 35 บาทต่อซอง ราคาจะปรับขึ้น 1.50 บาทต่อซอง

นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ซึ่งเป็นตัวแทนสมาชิกร้านค้าปลีกโชห่วยที่ขายบุหรี่ทั่วประเทศ 1,300 ราย กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ขึ้นภาษีบุหรี่ ว่า การขึ้นภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ถือว่าเป็นการขึ้นภาษีที่รุนแรงมาก เพราะการขึ้นภาษีจาก 87% เป็น 90% ทำให้อัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริง เพิ่มจาก 669% เป็น 900% ถือว่าเพิ่มภาษีสรรพสามิตในครั้งเดียวถึง 35% ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีตัวอื่นๆ ที่ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นฐาน อาทิ ภาษีกองทุนที่ส่งบำรุง สสส.-ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนากีฬา รวมไปถึง VAT ก็จะทำให้ผลการปรับภาษีขึ้นในครั้งนี้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

นางวราภรณ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังแถลงข่าวผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ซึ่งปรากฏว่าภาษียาสูบจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการอยู่ 1,129 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.2 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.9) เนื่องจาก ผู้บริโภคได้เปลี่ยนมาบริโภคยาสูบราคาถูกเพิ่มมากขึ้น การที่ภาษีปรับขึ้นสูงแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่สมาคมเป็นห่วง เพราะสิ่งที่จะตามมาคือ การผลักให้ผู้บริโภค หันไปหาซื้อสินค้าราคาถูกทดแทน และเปิดช่องให้บุหรี่ผิดกฎหมายขยายตัวได้เพิ่มขึ้น ทั้งของเถื่อน ของลักลอบและของปลอม ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาในตลาดมากๆ นี่คือเหตุผลที่เราในฐานะตัวแทนร้านค้าปลีกเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะการขึ้นภาษีในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ก็จะยิ่งทำให้พวกเราที่ขายของแบบถูกกฎหมาย ขายได้ลดลงอยู่แล้ว แต่นี่กลายเป็นเรามาถูกซ้ำเติมจากการขายแข่งกับบุหรี่ผิดกฎหมายในตลาดมืดอีก ซึ่งตรงนี้จะมีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลผลกระทบ สมาคมมองว่าในระยะยาวภาครัฐเองก็จะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีตรงนี้ไปอย่างมาก ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะคุ้มหรือไม่จากการตัดสินใจขึ้นภาษีในครั้งนี้

“การขึ้นภาษีที่สูงเกินไปจะทำให้ช่องว่างของราคาสินค้าที่ถูกกฎหมายกับผิดกฎหมายห่างกันมากขึ้น อีกทั้งยังคงมีช่องว่างระหว่างการเก็บภาษีบุหรี่โรงงาน (แบบมวนสำเร็จ) กับภาษียาเส้นที่มีอัตราการเก็บที่น้อยมากอยู่ กว่าร้อยละ 50 ของผู้สูบบุหรี่ไทยเป็นกลุ่มยาเส้น จุดนี้ทางหน่วยงานภาครัฐก็คงต้องออกมาดูในระยะยาวว่าจะจัดการกับปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาอย่างไรให้ได้ตรงจุดมากที่สุด แต่ที่แน่ๆ ธุรกิจขนาดเล็กอย่างร้านค้าปลีกรายย่อยคงได้รับผลกระทบอย่างทันทีหลังจากการปรับขึ้นภาษีในครั้งนี้” นางวราภรณ์กล่าว

Advertisement