หน้าแรก เศรษฐกิจ สศค.ยัน มี.ค....

สศค.ยัน มี.ค.ส่งออกขยายตัวดี ท่องเที่ยวฟื้น จับตาขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค

27.04.22 | 16:02 น.

สศค.ยัน มี.ค.ส่งออกขยายตัวดี ท่องเที่ยวฟื้น จับตาขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมีนาคม 2565 ว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนมีนาคม 2565 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและระดับราคาสินค้าภายในประเทศ


นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า โดย เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ ในเดือนมีนาคม 2565 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล 1.3% ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.4% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล 10.2% และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนมีนาคม 2565 ขยายตัวเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 7.6%

นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่าอย่างไรก็ดี ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.6% และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน มีนาคม 2565 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42.0 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 และผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนการผลิตสินค้าและระดับราคาสินค้าทั่วไปปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลง

นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนมีนาคม 2565 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.5% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -2.0% และปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 15.4% สำหรับการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนมีนาคม 2565 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -2.7% และภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -14.6%

นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมีนาคม 2565 อยู่ที่ 28,859.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันที่ร้อยละ 19.5 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวร้อยละ 8.9 โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ 1. สินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น 2.สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาลทราย ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง 3.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน เครื่องใช้ภายในบ้าน และ 4. สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคเกษตร สะท้อนจาก ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนมีนาคม 2565 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 4.9 จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสำคัญ เช่น ข้าวเปลือก ยางพารา และสินค้าในหมวดไม้ผล เป็นต้น

Advertisement

นายวุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับด้านบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนมีนาคม 2565 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 210,836 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอินเดีย ตามลำดับ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนมีนาคม 2565 จำนวน 15.4 ล้านคน คิดเป็นอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 42.4% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 26.6% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนมีนาคม 2565 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.2 จากระดับ 86.7 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว

นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้มีปัจจัยกดดันจากระดับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม 2565 อยู่ที่ 5.73% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อยู่ที่ 60.2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้