นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-ภูฏาน (ระดับรัฐมนตรี) ครั้งที่ 4 โดยมีนายลินโป ล็อกนัท ชาร์มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (หัวหน้าคณะผู้แทนภูฏาน) เข้าร่วมว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยก 6 ประเด็นหารือกับภูฏาน ได้แก่ 1. ร่วมมือปรับเป้าหมายการค้าร่วมกันจากปี 2564 ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 คิดเป็นมูลค่าจาก 1,200 ล้านบาท เป็น 3,600 ล้านบาท เพิ่มประมาณ 3 เท่าตัว จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 15-20%
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า 2.ขอให้ภูฏานสนับสนุนการส่งออกสมุนไพรไทยและยาแผนโบราณของไทยจำหน่ายในภูฏานทั้งการขึ้นทะเบียน การเปิดตลาดและการอำนวยความสะดวกในการนำเข้า ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ในการส่งออกของไทย ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ของสมุนไพรไทยกับยาไทยแผนโบราณ 3. ขอให้ต่ออายุบันทึกความร่วมมือด้านหัตถกรรมกับภูฏาน ที่สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ ไปอีก 5 ปี จะช่วยส่งเสริมหัตถกรรมชุมชนหรือสินค้าชุมชนของสองประเทศแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันทั้งการผลิตและการค้า 4. ขออายุบันทึกความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับภูฏานฉบับปัจจุบัน ที่จะสิ้นสุดมิถุนายนปีนี้ ออกไปอีก 5 ปี และขอเพิ่มหน่วยงานของไทยอีกหนึ่งหน่วยงาน คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. และเสนอขอให้ภูฏานจับมือกับประเทศไทยทำเป็นแพคเกจทัวร์ โปรแกรมท่องเที่ยวร่วมกัน เวลานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาภูฏานให้มาต่อที่ประเทศไทยได้ด้วยและนักท่องเที่ยวมาไทย ไปต่อที่ภูฏานได้ ในแพคเกจเดียวกัน หรือรายการทัวร์เดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ระหว่างการท่องเที่ยวของทั้งสองฝ่าย และขอให้ภูฏานกับไทยจับมือกันส่งเสริมซอฟต์เพาเวอร์ เป็นจุดขายอีกจุดระหว่างกันในการท่องเที่ยว เน้นศิลปะวัฒนธรรมวิถีชีวิต ทั้งเรื่องอาหาร หัตถกรรม เป็นต้น และดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมายังทั้งสองประเทศ
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า 5. ตนได้เชิญนักธุรกิจภูฏานผ่านท่านรัฐมนตรี ล็อกนัท ชาร์มา เข้าร่วมงาน THAIFEX -ANUGA Asia 2022 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียของประเทศไทย จัดวันที่ 24-28 พฤษภาคมนี้ และเชิญเข้าร่วมงาน The Marche by STYLE Bangkok ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นในช่วงวันที่ 18-22 พฤษภาคมด้วย และขอให้ท่านรัฐมนตรีภูฐานช่วยสนับสนุนการจับคู่เจรจาการค้าระหว่างนักธุรกิจไทยกับภูฏานที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นในช่วง มิถุนายนถึงกรกฎาคมปีนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน และ 6. ขอทราบว่ารัฐบาลภูฏานจะผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาเมื่อไหร่ เพื่อประกอบการดำเนินการของนักธุรกิจไทยที่เดินทางไปลงทุนด้านโรงแรม อาหาร สปาและอื่นๆ จะได้กำหนดแผนงานในการดำเนินธุรกิจได้ล่วงหน้า โดยทั้ง 6 ข้อนี้ ท่านรัฐมนตรีภูฏานสนับสนุนความเห็นของตนทั้งหมด
นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับฝ่ายภูฏาน หยิบยก 2 ประเด็นหารือ คือ 1. ภูฏานประสงค์จะขอทำ PTA ซึ่งเป็นการทำข้อตกลงการค้าเฉพาะด้านสินค้า ซึ่งปัจจุบันภูฏานมี PTA กับประเทศเดียว กับประเทศบังกลาเทศ และ 2. ภูฏานประสงค์ส่งออกผลไม้ 3 รายการคือ แอปเปิ้ล ส้ม มันฝรั่ง มาไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทยกำลังพิจารณาการทำผลการวิเคราะห์การปราศจากศัตรูพืชของผลไม้รายการเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมการร่วมมือระหว่างการค้าระหว่างกัน ตนขอให้กระทรวงเกษตรฯเร่งพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าที่จำเป็นของภูฏานมายังประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคไทยต่อไป ซึ่งทางภูฏานทำการเกษตรวิถีใหม่เป็นการเกษตรปราศจากการใช้สารเคมี และการประชุม JTC ครั้งที่ 5 ประเทศภูฏาน จะเป็นเจ้าภาพ
“การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญนำสินค้าหมวดสมุนไพรไทยกับยาแผนโบราณของไทยไปภูฏาน โดยภูฏานมีประชากร 8 แสนคน มูลค่าการค้า2 ฝ่ายปี 2564 รวม 2,100 ล้านบาท เป็นการส่งออกจากไทยไปภูฏานเกือบทั้งหมด ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 2,096 ล้านบาท บวก 28.68% สินค้าส่งออก าทิ สิ่งทอ ผ้าผืนใหญ่สังเคราะห์เครื่องนุ่งห่ม กว่า 70 ของการส่งออกรวม ส่วนภูฏานส่งมาไทย เช่น กาแฟ ชา เครื่องเทศ โลหะ ขณะที่นักธุรกิจไทยไปลงทุนภาคบริการทั้งกิจการโรงแรม ที่พัก สปาและร้านอาหาร จากนี้ก็จะขยายความร่วมมือกันได้มากขึ้น

