‘สันติ’ ยันเซ็นท่อน้ำอีอีซีกับวงษ์สยามแน่ ปัดบิ๊กตู่เบรกชี้แค่ชะลอ ‘โจ้’ ขู่ยื่น ป.ป.ช.ฟันหลังซักฟอก กมธ.ลุยเรียกบิ๊กธนารักษ์แจง
กรณีกรมธนารักษ์เลื่อนการลงนามสัญญากับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด ในการบริหารโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก หรืออีอีซี มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ออกไปไม่มีกำหนดนั้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ว่า การยกเลิกเซ็นสัญญาเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาการประมูลท่อส่งน้ำของกรมธนารักษ์ มีบุคคลไม่ประสงค์ดีได้เข้ามาขัดขวางโครงการไม่ให้เกิด เป็นที่ทราบกันดีว่านายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงการณ์ที่พรรคเพื่อไทยว่า โครงการดังกล่าวไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท อีสท์วอเตอร์ หรือ EASTW ตอนนั้นบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ จะทำให้รัฐเสียประโยชน์ ตนไม่ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ อีกทั้งการดำเนินการของกรมธนารักษ์เป็นของส่วนราชการ ในส่วนตนดูแลเป็นเพียงกำกับดูแลเพื่อให้กรมได้ทำงานโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม ยุติธรรม
ในครั้งนั้น กรมเปิดประมูลครั้งที่ 1 เมื่อเปิดประมูลได้ 5 บริษัทเข้ามาแข่งขัน แต่เมื่อยื่นซองประมูลเหลือเพียง 2 บริษัท คือ บริษัท อีสท์วอเตอร์ และบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด แต่การเปิดประมูล กระทรวงการคลังและกรมธนารักษ์จ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษามาระยะหนึ่ง กรมได้ใช้ชุดข้อมูลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ศึกษาแล้ว มาเป็นข้อมูลเปิดประมูล เมื่อเปิดประมูลปรากฏว่าบริษัทที่ปรึกษากับผู้ประมูลยังมีรายละเอียดไม่ครบถ้วน บริษัทหนึ่งจะใช้ตัวเลขของบริษัทที่ปรึกษาเป็นปริมาณน้ำ 160 ล้านคิว แต่อีกบริษัทหนึ่งใช้ปริมาณน้ำ 350 ล้านคิว ตามที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษา พบว่าท่อที่มีอยู่รับน้ำได้ไม่เกิน 160 ล้านคิว
ดังนั้น เมื่อถึงวันประมูลเปิดซองประมูลตัวเลขก็ลักลั่นกัน ส่วนผลประโยชน์บริษัทหนึ่งให้กับรัฐ 3% และอีกบริษัทหนึ่งให้ 5% เมื่อตัวเลขปริมาณลักลั่นกัน ทีโออาร์ไม่สมบูรณ์ กรมธนารักษ์จึงคาดว่าหากเปิดซองจะทำให้เกิดปัญหาตามมา ได้ยกเลิกการประมูลครั้งนั้น จะเปิดซองประมูลใหม่โดยจะมีการกำหนดที่เรียบร้อย การเปิดประมูล ครั้งที่ 2 เมื่อเปิดซองก็มีบริษัท อีสท์วอเตอร์ ยื่นซองประมูลค่าตอบแทน 24,000 ล้านบาทต้นๆ ส่วนบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เสนอมา 25,600 กว่าล้านบาท มีมูลค่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับอีกบริษัทในตัวเลขพันกว่าล้าน กระบวนการจึงมีลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด ส่วนกรมธนารักษ์พยายามติดตามในส่วนของความถูกต้องให้ตรงกับกฎเกณฑ์และระเบียบการต่างๆ
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีสั่งเบรกหรือไม่ นายสันติกล่าวว่า ไม่ได้สั่งเบรก นายกฯบอกว่า จากกระแสที่มี ส.ส.ฝ่ายค้าน ได้ออกแถลงการณ์ หรือส่งสารสู่สาธารณะ ถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการก่อสร้างครั้งนี้ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้ชี้แจงขั้นตอนแล้ว หากมีการเซ็นสัญญาภายใต้ความไม่เข้าใจ หรือเป็นที่เคลือบแคลงใจต่อสาธารณชน จะมีการชะลอโครงการออกไป เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่าโครงการนี้ทำให้รัฐเสียหายอย่างที่นายยุทธพงศ์ ได้กล่าวอ้างว่าเป็นความจริงหรือไม่ โดยจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปตรวจสอบให้รอบคอบ และจะนำประเด็นดังกล่าวมาเสนอต่อสาธารณชนเพื่อทำความเข้าใจทั่วกัน โดยการเซ็นสัญญาจะชะลอออกไปก่อน แม้กรมธนารักษ์จะทำตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายแล้วนั้น แต่เมื่อถูกโจมตีจากพรรคฝ่ายค้านปั่นกระแสจนกระทั่งเกิดความไม่เข้าใจ จึงจะมีการตรวจสอบให้เรียบร้อยว่าโครงการมีความโปร่งใส เมื่อแล้วเสร็จจะมีการพิจารณาเซ็นสัญญาต่อไป
ด้าน นายยุทธพงศ์ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า เมื่อยังไม่มีการลงนามสัญญา คงต้องชะลอเรื่องที่จะยื่นเอาผิด ผู้เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าว 5 ราย ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ก่อน และคงต้องรอหลังจากเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ยืนยันว่าต้องเอาคนผิดมาติดคุกให้ได้
ส่วนนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายยุทธพงศ์จากเรื่องดังกล่าว ที่ส่อไม่โปร่งใส และมีปัญหาในการประมูลแล้วเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือเพื่อเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลและรายละเอียดในการประชุม กมธ.ในวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. อาทิ กรมธนารักษ์, เลขาธิการอีอีซี, กรรมการผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการประกวดราคา และยังมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นต้น เพื่อสอบถามข้อมูลที่เกิดขึ้น

