นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม3 เรื่อง คือ 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการประกาศการไว้อาลัย ทำให้การลงทุน การบริโภค อาจชะลอตัวลงไปบ้าง 3.การลงทุนจากภาครัฐที่จะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปกับญี่ปุ่น ราคาน้ำมัน รวมไปถึงเรื่องการออกจากยุโรปของอังกฤษที่เริ่มกลับมาพูดถึงอีก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อกระแสเงินลงทุนในเอเชียรวมทั้งไทย ส่งผลให้การลงทุนในช่วงไตรมาส 4 มีความผันผวนต่อเนื่อง ดังนั้น นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากมองปัจจัยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนของไทยพบว่ายังมีความแข็งแกร่งเห็นได้จากผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 2 เติบโตเพิ่มขึ้น 5.7% ส่วนไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะมีการเติบโตลดลงตากไตรมาสที่ 2 ประมาณ 4% ผลจากกำไรของบริษัทในกลุ่มน้ำมันที่ลดลง แต่ยังมองว่าดัชนีสิ้นปี 2559 จะปิดที่ระดับ 1,580 จุด และในปี 2560 คาดว่ากรอบดัชนีจะอยู่ที่ 1,392 -1,650 จุด โดยหุ้นที่ยังน่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มอุปโภคบริโภค เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตจากการลงทุนของรัฐบาล เช่น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ตลาดหุ้นไทยจึงยังน่าลงทุนและยังมีจังหวะให้เข้าลงทุนได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อวางแผนภาษี
ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ออก กองทุนเปิด วรรณ กองทุนคุณธรรม (ชะรีอะห์) หุ้นระยะยาว สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ระยะยาวและต้องการวางแผนภาษีในช่วงปลายปีโดยเฉพาะนักลงทุนชาวไทยมุสลิม

