นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการแผนกบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้นำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ ยี่ห้อมาร์ลโบโร่ และแอลเอ็ม กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้ถือว่าสูงมาก คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อบุหรี่ราคาแพง เนื่องจากผู้บริโภคจะหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า จากสถิติพบว่าบุหรี่ที่มีราคาต่ำกว่า 45 บาท มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากการขึ้นภาษีเมื่อปี 2555 จาก 23.5% มาอยู่ที่ 34.6% ในปัจจุบัน ดังนั้น การขึ้นภาษีครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า และบางส่วนคงหันไปสูบยาเส้นมวนเองที่ไม่เสียภาษีแทน
นายพงศธรกล่าวว่า สำหรับการปรับขึ้นราคาสินค้าของฟิลลิป มอร์ริสนั้น คงต้องดูหลายปัจจัย ทั้งตลาด ทั้งเรื่องของการบริโภค ต้องคำนวณภาระภาษีด้วย ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะปรับขึ้นแต่ละยี่ห้ออย่างไร เพราะเพิ่งทราบข่าวเมื่อคืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์
“การขึ้นภาษีครั้งนี้จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้บุหรี่ราคาถูกขายดีมากขึ้น และพบว่าภาระภาษีของบุหรี่มีสัดส่วนถึง 70% ของราคาบุหรี่ แบ่งเป็น 60% เป็นภาระจากภาษีสรรพสามิต และอีก 10% ภาระอื่นๆ อาทิ ส่งเงินให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนพัฒนากีฬา” นายพงศธรกล่าว
นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนสมาชิกร้านค้าปลีกโชห่วยที่ขายบุหรี่ทั่วประเทศ 1,300 ราย กล่าวว่า การขึ้นภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการขึ้นที่รุนแรงมาก เพราะขึ้นภาษีจาก 87% เป็น 90% เมื่อรวมกับภาษีตัวอื่นๆ ที่ใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นฐาน อาทิ ภาษีกองทุน สสส. ไทยพีบีเอส และกองทุนพัฒนากีฬา รวมไปถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จะทำให้ผลการปรับภาษีครั้งนี้รุนแรงยิ่งขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือการผลักผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าราคาถูกทดแทน และเปิดช่องให้บุหรี่ผิดกฎหมายขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งของลักลอบและของปลอม
“ในฐานะตัวแทนร้านค้าปลีกเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะการขึ้นภาษีในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งทำให้พวกเราขายของถูกกฎหมาย ที่ขายได้ลดลงอยู่แล้ว กลายเป็นถูกซ้ำเติมจากการขายแข่งกับบุหรี่ผิดกฎหมายในตลาดมืด จะมีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล สมาคมมองว่าในระยะยาวภาครัฐเองก็จะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีตรงนี้ไปอย่างมาก ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มหรือไม่ จากการตัดสินใจขึ้นภาษีในครั้งนี้” นางวราภรณ์กล่าว

