วันนี้ระทึก “กบน.” เคาะขึ้นดีเซลอีก 1 บาท คลังชง ครม.ไฟเขียวยืดเวลาลดภาษีน้ำมัน
วันที่ 17 พฤษภาคม คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะมีการพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 1 บาท ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาขยายเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ก่อนที่การลดภาษีครั้งก่อน 3 บาทต่อลิตรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 20 พฤษภาคม
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุม กบน.วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นการพิจารณาราคาดีเซลประจำสัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร จากการปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน ส่วนกระแสข่าวอาจปรับราคาขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร ขึ้นไปอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรนั้น เป็นการคาดการณ์ การปรับราคาต้องผ่านการพิจารณาจาก กบน. มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบการตัดสินใจ และจะคำนึงถึงผลกระทบที่ประชาชนและทุกภาคส่วนจะได้รับ
“แนวโน้มการปรับราคาน้ำมันดีเซล อาจขยับขึ้นตามกรอบที่รัฐวางแนวทางการปรับขึ้นตามขั้นบันได อยู่ภายใต้ราคาเพดานไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร” นายสมภพกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นจากต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มว่าที่ประชุม กบน.จะขึ้นราคาน้ำมันดีเซลตามขั้นบันไดอีก 1 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร เป็น 32.94 บาท/ลิตร เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่สถานะเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ติดลบเกิน 7 หมื่นล้านบาท เพราะต้องอุดหนุนดีเซลประมาณ 10 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการพิจารณาของ กบน.อีกครั้ง เนื่องจากอาจมีปัจจัยทางการเมืองมากดดันให้ตรึงราคาเดิมไว้ก่อน
แหล่งจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะนำรายละเอียดของมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 17 พฤษภาคม เบื้องต้นได้เสนอแนวทางลดภาษีน้ำมันทุกชนิด ตามสัดส่วนเนื้อน้ำมันที่ผสมในแต่ละสูตร เช่น ดีเซลหมุนเร็ว ลดภาษีน้ำมันในอัตรา 5 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 2 เดือน จากอัตราภาษีเดิม 5.99 บาท เหลือ 0.99 บาท ส่วนน้ำมันชนิดอื่นเสนอลดภาษีในอัตรา 3 บาทต่อลิตร เป็นต้น หากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะประกาศต่ออายุมาตรการเดิมที่ลดภาษีน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคมเป็นต้นไป ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวเป็นเวลา 2 เดือน จะทำให้รัฐเสียรายได้ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท
“เงินที่นำมาใช้ เป็นที่เงินที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือวงเงินอยู่ประมาณ 7 หมื่นล้าน โดยรัฐจะโยกจากส่วนนี้มาทดแทน เพื่อช่วยลดภาระความเดือดร้อนประชาชนและผู้ประกอบการให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลง” แหล่งข่าวกล่าว

