หน้าแรก เศรษฐกิจ นายกฯรถโดยสาร...

นายกฯรถโดยสาร วอน ใช้โครงสร้างค่าโดยสารปี 48 นำต้นทุนจริงน้ำมันดีเซล กำหนดราคาตั๋วขึ้น-ลง

17.05.22 | 13:58 น.

นายกฯรถโดยสาร วอน ใช้โครงสร้างค่าโดยสารที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 48 กำหนดค่าโดยสารขึ้น-ลง จากต้นทุนจริงน้ำมันดีเซล

นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย เปิดเผยว่า มาตรการที่รัฐเสนอช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลให้ผู้ประกอบการลิตรละ 2 บาท วันละ 50-60 ลิตรต่อคัน ไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะน้ำมันปรับขึ้นถึง 5 บาทต่อลิตร (27 บาท เป็น 32 บาท) และระยะทางสายยาววิ่งถึง 600-700 กิโลเมตร ใช้น้ำมันประมาณ 250 ลิตร ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระถึง 1,000 บาทต่อเที่ยววิ่ง (250X5) ควรนำมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางเมื่อปี 2548 ที่ประกาศอัตราขั้นบันไดเป็นฐานในการกำหนดอัตราค่าโดยสาร โดยอิงจากราคาน้ำมันดีเซล ถ้าขึ้นสูงถึง 1.12 บาทต่อลิตร จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารกิโลเมตรละ 1 สตางค์ ซึ่งผ่านการศึกษาวิเคราะห์มาอย่างรอบด้าน โดยได้ประกาศใช้ตามโครงสร้างดังกล่าวครั้งล่าสุด เมื่อ 22 เม.ย. 62 ถึงปัจจุบัน

โดยอนุมัติให้ใช้อัตราค่าโดยสารกิโลเมตรละ 53 สตางค์ ซึ่งวันดังกล่าว ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 27.79 บาท แต่หลังจากนั้น ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึง ณ วันนี้ (14 พ.ค. 65) อยู่ที่ลิตรละ 31.94 บาทโดยผู้ประกอบการแบกรับภาระน้ำมันที่สูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลของกรมสรรพสามิตจะสิ้นสุดลงในวันที่ 20 พ.ค. 65 และมีแนวโน้มว่า ราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสพุ่งทะยานถึงลิตรละ 44 บาท ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับอัตราโครงสร้างค่าโดยสารจากมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง จะต้องปรับอัตราค่าโดยสารขึ้นถึง 15 สตางค์ ต่อกิโลเมตร จึงจะสะท้อนต้นทุนที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการกิจการต่อไปได้

นายพิเชษฐ์ ยังระบุด้วยว่า ค่าโดยสารรถประจำทางยังนับเป็นสินค้าและบริการประเภทเดียวที่ถูกกำหนดโดยรัฐให้มีการปรับราคาขึ้นและลง ซึ่งอ้างอิงจากโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล โดยตั้งแต่ก่อน ธ.ค. 2549 ถึงเม.ย. 2562 มีการปรับขึ้นค่าโดยสารเพียง 4 ครั้ง แต่ปรับค่าโดยสารลงถึง 6 ครั้ง (ดังตารางแนบ) และหากนับย้อนไป 15 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ในภาพรวม รถโดยสารมีอัตราค่าโดยสารที่ลดลง 1 สตางค์ต่อกิโลเมตร ทั้งที่ต้นทุนทุกหมวดสูงขึ้นตลอดเวลา อาทิ ค่าแรงงาน ค่าอะไหล่ ค่าประกัน และรวมถึงค่าอุปกรณ์เสริมเพิ่มต่างๆที่รัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการต่อเนื่องเสมอมา ซึ่งผู้ประกอบการดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษามาตรฐานการขนส่ง เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพด้านกิจการขนส่ง ดังจะเห็นได้ว่า การเดินทางด้วยรถโดยสารในปัจจุบันสร้างความเชื่อมั่นและมีความปลอดภัยสูงจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า เป็นบริการขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เมื่อปี 2561 กรมการขนส่งทางบกเคยว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำการศึกษาต้นทุนในการประกอบการขนส่ง เพื่อนำมาปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารประจำทางมีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ซึ่งผลการศึกษาสรุปได้ว่า หากรัฐจะให้กิจการรถโดยสารพัฒนาได้ดังคาดหวังต้องมีการปรับค่าโดยสารขึ้น 30-45% แยกตามหมวดการเดินรถ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกไม่เคยนำผลการศึกษาดังกล่าวมาทบทวนปรับใช้ให้เหมาะสมอีกเลย และไม่ได้ให้เหตุผลการไม่นำผลศึกษามาใช้เพื่อพัฒนากิจการรถโดยสารตามเป้าหมาย

นายพิเชษฐ์ ยังขอความเห็นใจจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พิจารณานำมติโครงสร้างอัตราค่าโดยสารขั้นบันไดของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมาประกาศใช้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะกิจการเดินรถโดยสารมีต้นทุนคืออัตราค่าน้ำมันดีเซลถึงร้อยละ 50 โดยให้เร่งสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชน ถึงความจำเป็นและเหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง ช่วยพยุงให้กิจการรถโดยสารสามารถยืนหยัดพัฒนาให้บริการประชาชนอย่างมีมาตรฐานควบคู่ไป หากรัฐไม่เหลียวแลและแก้ปัญหาให้ถูกทาง ผู้ประกอบการรถโดยสารคงเดินหน้าประกอบกิจการและพัฒนางานบริการเคียงข้างวิถีสังคมไทยไปอย่างยากลำบาก นายกสมาคมกิจการรถโดยสารไทยกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement