ธุรกิจลุ้นมติ ศบค. 20 พ.ค. ลดระดับเตือนโควิดเหลือระดับ 2 ทั่วประเทศ จี้รัฐเร่งพีอาร์ ‘ไทยเปิดประเทศ’ ชิงตลาดนักเที่ยว
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เปิดเผยถึงในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ศบค.จะมีการประชุมพิจารณาเปิดประเทศและทบทวนการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นว่า จากสถานการณ์โควิด-19 โดยที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโควิด-19 ได้ลดระดับการเตือนภัยโควิดอยู่ในระดับ 3 ทั่วประเทศไปแล้ว
และในขณะนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยยะสอดคล้องกับทั่วโลก โดยที่ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กับทั้งในช่วงเทศกาลสำคัญที่ผ่านมา คือหลังเทศกาลสงกรานต์ก็ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นหรือมีการระบาดใหญ่ตามมาแต่อย่างใด จึงมีการพิจารณาเพื่อลดระดับการเตือนภัยโควิดจากระดับ 3 เหลือระดับ 2 ทั่วประเทศต่อไป
ดังนั้น เพื่อเป็นการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันระหว่างโรคโควิด-19 กับเศรษฐกิจของประเทศไทย และโดยที่รัฐบาลหรือ ศบค. จะได้มีการนัดประชุมกันในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จึงขอให้ทำการพิจารณาทบทวนในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพื่อการกลับคืนฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วขึ้นและอย่างยั่งยืน
เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาใหญ่ด้านความมั่นคงของประเทศในขณะนี้คือปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงและไม่อาจที่จะต้องรอหรือเสียโอกาสใดๆ ในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไป เช่น คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งผ่านความเห็นชอบร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่เรียกว่าฉบับ “ล้มแล้วลุกไว” ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นายธนากรกล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจนั้น การท่องเที่ยวถือได้ว่าที่เป็นเครื่องยนต์ใหญ่อีกเครื่องที่จะสามารถช่วยขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ โดยที่การท่องเที่ยวนั้นก็มีทั้งการท่องเที่ยวกลางวันและกลางคืน จึงขอเสนอให้รัฐบาลหรือ ศบค. ได้มีการพิจารณาทบทวนการอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวกลางคืน เพื่อก่อให้เกิดบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย มีเงินหมุนเวียนในระบบ
รวมถึงเกิดการจ้างงานและสร้างเม็ดเงินรายได้ให้กับธุรกิจกลางคืน ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการและผู้มีอาชีพที่เกี่ยวข้อง กับทั้งเป็นการส่งสัญญาณให้กับการค้าขายการลงทุนและบรรยากาศของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะได้มีการวางแผนเข้ามาในประเทศไทย ก่อนที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะไปวางแผนและตัดสินใจที่จะไปเที่ยวยังประเทศอื่น ซึ่งขณะนี้ประเทศอื่นๆ ได้ทำการเปิดประเทศและโปรโมตกิจกรรมต่างๆ เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวอยู่ในขณะนี้
สำหรับการเสนอแผนในการอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ของประเทศไทยนั้น เป็นการขอเสนอแบบการเปิดแบบนำร่อง เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นและใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์โควิด-19 รวมถึงเพื่อสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเปิดประเทศและอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงทั้งหมดเต็มรูปแบบทั่วประเทศอีกด้วย
กล่าวคือ อนุญาตให้เปิดกิจการสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ได้รับรองมาตรฐาน SHA Plus หรือ Thai Stop COVID 2 Plus และผ่านการตรวจประเมินโดยคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยการดำเนินกิจการกิจกรรมให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ.2509 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 เป็นต้น
“การเปิดกิจการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นระยะทดลอง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เฉพาะในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว 28 จังหวัด ที่ปรากฏตามบัญชีรายชื่อจังหวัดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 8/2565 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565 ประกอบด้วยจังหวัดที่มีการดำเนินการในบางพื้นที่ 16 จังหวัด และจังหวัดที่มีการดำเนินการครอบคลุมทุกพื้นที่ 12 จังหวัด แล้วนำผลของการเปิดในช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2565
ถ้าสถานการณ์เป็นไปด้วยดี รัฐบาลหรือ ศบค. ก็สามารถนำมาพิจารณาขยายการอนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงในจังหวัดที่คงเหลือเป็นระยะที่สองต่อไปได้ ซึ่งก็จะสามารถสร้างรายได้โดยก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3-4 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน ตลอดจนเกิดการจ้างงานและลดปัญหาของสังคมภายในครอบครัวที่เกิดจากปัญหาการขาดรายได้ของครอบครัวที่ผ่านมาอีกด้วย” นายธนากรกล่าว
ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล หรือ ศบค. ในการที่จะลดปัญหาหรือคลี่คลายในมาตรการที่เป็นอุปสรรคในการเปิดประเทศเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอให้มีการพิจารณาในปัญหาและอุปสรรคในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับด้านธุรกิจบริการของการท่องเที่ยวอื่นๆ อีกด้วย เช่น ทบทวนยกเลิกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพราะเป็นกฎหมายที่ล้าสมัยมีมากว่า 50 ปี ไม่ช่วยให้ด้านสาธารณสุขดีขึ้น
ทั้งยังไม่ได้สัดส่วนประโยชน์ที่รัฐจะได้รับกับด้านเศรษฐกิจ แต่กลับเกิดผลกระทบและรบกวนในการประกอบธุรกิจด้านโรงแรม การค้าขายโดยไม่จำเป็น การห้ามขายในเวลาดังกล่าวก็จะเกิดการไปซื้อไว้ก่อนเป็นการกักตุน อาจมีการแอบขาย หรือแม้กระทั่งสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วก็ดื่มต่อไป เพราะกฎหมายไม่สามารถห้ามดื่มได้ แต่รัฐควรที่จะไปเข้มงวดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีจะเป็นประโยชน์ ตรงเป้าหมายในการป้องกันเด็กและเยาวชนและคุ้มค่ามากกว่าเกิดประโยชน์ทั้งด้านสาธารณสุขและไม่กระทบต่อด้านเศรษฐกิจอีกด้วย
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลหรือ ศบค. ได้ทบทวนเกี่ยวกับโซนนิ่ง หรือห้ามขายในสถานที่หรือบริเวณใกล้สถานศึกษา เพราะในขณะนี้มีปัญหามากมายต่อธุรกิจโรงแรม ร้านค้าปลีกรายใหญ่ เนื่องจากไปกำหนดพื้นที่จนเป็นการกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้านโรงแรมและการค้าปลีก เพราะถ้าพิจารณาจากการกำหนดโซนนิ่งนี้ เป็นการกำหนดพื้นที่ห้ามขายรอบบริเวณสถานศึกษา เห็นได้ว่าเป็นการป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน
ดังนั้น ควรที่จะใช้กฎหมายหรือเข้มงวดในกำหนดการห้ามขายให้กับบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี (ซึ่งมีบทลงโทษสูงกว่าเป็นสองเท่าของการกำหนดพื้นที่ห้ามขาย) และใช้มาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตการขายอย่างรุนแรง คือ ถ้าฝ่าฝืนขายให้กับบุคคลที่อายุต่ำกว่า 20 ปี จะต้องลงโทษจำคุกและเพิกถอนใบอนุญาตขายสุราโดยเด็ดขาดทันที ก็จะทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ปฏิบัติได้ เป็นการสร้างวินัยให้กับคนในสังคมได้อีกด้วย เพราะออกกฎหมายที่ขัดกับสภาพความเป็นจริง จะเกิดการฝ่าฝืน ไม่เคารพกฎหมาย กฎหมายก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายคนก็ขาดวินัย อันเกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการติดเชื้อโรคโควิด-19 มีจำนวนลดลงอย่างมากและรัฐบาลหรือ ศบค. พร้อมที่จะทำการพิจารณาเปิดประเทศก็ตามแต่สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้เกี่ยวกับโควิด-19 คือปัญหาของการเสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จากข้อมูลด้านสาธารณสุขที่มีการรายงานออกมาก็ปรากฏว่าจำนวนมากกว่าร้อยละ 95 ของผู้เสียชีวิตนั้นเป็นกลุ่ม 608
ดังนั้น รัฐบาลหรือ ศบค. ควรที่จะต้องมุ่งเน้นและทุ่มเทโดยมีวิธีการบริหารจัดการเพื่อลดปัญหาการเสียชีวิตจากโควิด-19 ให้สัมฤทธิผลเพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับทั้งเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดในอันที่จะบรรลุตามเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศอย่างจริงจังอีกด้วย
“อย่ารอเพราะจะเสียโอกาสและขอให้รัฐบาลหรือ ศบค. ควรรีบตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ คณะรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้ที่มีการพิจารณาเห็นชอบต่อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่เรียกว่าฉบับ ล้มแล้วลุกไว อีกด้วย เพราะการตัดสินใจนี้ก็เป็นการตัดสินใจต่อความมั่นคงของประเทศ โดยใช้เศรษฐกิจเป็นเสาหลักเพื่อค้ำยันความมั่นคงประเทศต่อไป” นายธนากรกล่าว

