นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เพื่อให้สอดรับกับการแพร่ระบาดของโควิด สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการและเดินทางระหว่างประเทศได้แล้ว ดังนั้น การแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-ANUGA ASIA ปีนี้ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย เห็นพ้องจัด THAIFEX-ANUGA ASIA รูปแบบ On Ground Trade Show เช่นเดิม แต่คงการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงควบคู่กัน เพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่สะดวกเดินทาง โดยใช้ชื่องาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ Re-imagine the Future of Food & Beverage Industry ระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคม ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
” ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ เมื่อทราบว่างานไทยเฟคกลับมาจัดในรูปแบบ On Ground อีกครั้ง ต่างให้การตอบรับเข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยในฝั่งผู้นำเข้าทางทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เชิญเข้ามาร่วมงานนั้นแจ้งยืนยันการเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกันมีผู้ซื้อจากทางโคโลญเมสเซ่ ผู้จัดงานร่วมของเราที่ได้เชิญให้เดินทางมาเยี่ยมชมงานอีกจำนวนมาก ทำให้มั่นใจว่างานนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย อาหารไทย อาหารโลก คาดมีจำนวนผู้เข้าชมงาน 75,000 ราย ผู้เยี่ยมชมผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com กว่า 3,500 ราย และมียอดเจรจาสั่งซื้อประมาณ 10,000 ล้านบาท ในช่วง 5 วัน แบ่งเป็นยอดสั่งซื้อจากการจัดงาน On Ground 9,550 ล้านบาท และยอดสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com อีก 450 ล้านบาท
สำหรับรูปแบบการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ในส่วนของ On Ground Trade Show จะมีสินค้ามาจัดแสดง 11 โซนสินค้า ประกอบด้วย สินค้าอาหารทุกประเภท อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง เนื้อสัตว์ ข้าวและธัญพืช ผักและผลไม้ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องมือ/เครื่องใช้/อุปกรณ์ รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษสำหรับจัดแสดงสินค้าในกลุ่มฮาลาลและออแกนิกส์ อาหารนวัตกรรม รวมถึงสินค้าอาหารจากส่วนภูมิภาคที่จังหวัดต่าง ๆ เลือกสรรมาเข้าร่วมงานตามนโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงความร่วมมือของพาณิชย์จังหวัดในฐานะ Salesman จังหวัด สู่ทูตพาณิชย์ในนาม Salesman ประเทศ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้ภาคตะวันออกของไทย และกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้ศักยภาพของไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด โดยจัดให้มีบริการสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) กับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง รวมทั้งกิจกรรมจัดแสดงสินค้าแห่งอนาคต (Future Food) ของผู้ประกอบการไทยที่เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดโลก
ในส่วนของ Virtual Trade Show เป็นการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงที่เรียกว่า THAIFEX – Virtual Trade Show (VTS) ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com โดยผสานการจัด Virtual Trade Fair และ Virtual – Online Business Matching (V-OBM) เข้าด้วยกัน รองรับการเจรจาการค้าเสมือนจริงจากผู้ซื้อทั่วทุกมุมโลกรวมถึงประเทศจีนแบบตามเวลาจริง (Real time) ซึ่งผู้ชมงานสามารถเลือกประเภทสินค้าที่สนใจชมคูหา วิดีโอ และแคตตาล็อกสินค้าได้แบบ 3 มิติ และชมสินค้าในรูปแบบ 2 มิติ และ 360 องศา ที่สามารถหมุนและซูมดูรายละเอียดฉลาก รวมทั้งเข้าไปเจรจาการค้าได้ทั้งในรูปแบบการพิมพ์ข้อความสนทนา (Chat) การสนทนาด้วยเสียง (Voice Call) การสนทนาด้วยภาพพร้อมเสียง (Video Call) และยังมีกิจกรรม Live Streaming นำเสนอเสมือนจริงสำหรับผู้แสดงสินค้าต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมถึงสตาร์ตอัปต่าง ๆ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนจีดีพี อาหารต่อจีดีพีประเทศอยู่ที่ 5.5% โดยไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลก2.3% และเป็นอันดับ 4 ของเอเชียรองจากจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย การจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA จะทำให้ผู้ประกอบการไทยทั้งเอสเอ็มอีรายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ นำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและสากล ได้พบปะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพทั้ง On Ground และ Virtual รวมทั้งนำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตามเทรนด์ความต้องการของโลก และเทรนด์อาหารยุคใหม่ ซึ่งงาน THAIFEX-ANUGA ASIA พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จและเติบโต
“ขณะนี้มีผู้ส่งออกไทยยืนยันเข้าร่วมงาน 722 ราย 2,085 คูหา เป็นเอสเอ็มอีกว่า 400 ราย สำหรับผู้เข้าชมงานติดต่อเข้าเยี่ยมชมงานทั้งจากในและต่างประเทศ ผ่านช่องทางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากงานนี้มีความหลากหลายของสินค้ามีตั้งแต่ระดับ Niche Market จนถึง Commodity และมีผู้เล่นในตลาดทุกระดับ ซึ่งการจัดงานปีนี้เป็นการฟื้นตัว 70%เทียบก่อนเกิดการระบาด ” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายแมธเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้า 815 ราย บนพื้นที่ 11,592 ตร.ม. เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เทียบกับงานล่าสุดในปี 2563 และแม้จะมีกฎระเบียบด้านการเดินทางที่เข้มงวดสำหรับบางประเทศ แต่จำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของงานนี้ที่ช่วยผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาค โดยผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวมาจาก 35 ประเทศ กลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากเกาหลีใต้ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม อิตาลี มาเลเซีย และตุรกี และขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรม Hosted Buyers อย่างคับคั่ง โดยบริษัทรายใหญ่ของโลก อาทิ Dole Asia และ NTUC ก็ได้ยืนยันที่จะเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจัดงานในรูปแบบปกติยังคงมีความสำคัญต่อธุรกิจ ในขณะที่ผู้แสดงสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในพื้นที่จริงเช่น จีน เข้าร่วมงานแบบเสมือนจริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่างต้องการเข้าร่วมงานนี้ และพวกเขาได้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านการเดินทาง
“มีเทรนด์ใหม่ในงาน คือ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ตอบรับกระแสความยั่งยืน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากพืช และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากอาหารสะอาด ปีนี้เราได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด ตอบสนองเทรนด์ด้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน งร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ซึ่งเป็นมูลนิธิกู้ชีพอาหาร ให้มาทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการจัดงานครั้งนี้ โดยช่วงท้ายของงาน มูลนิธิฯรวบรวมอาหารส่วนเกินทั้งหมดจากผู้แสดงสินค้านำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนที่มีรายได้น้อย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และที่พักอาศัยต่าง ๆ ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางในสังคม” นายแมธเธียส กล่าว

