บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/2565 เติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีรายได้รวม 3,882 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2564: 2,774 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,108 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 40%) รายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 951 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2564: 486 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 465 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้น 96%) เทียบปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ ต่อรายได้รวม (% EBITDA) 24% เพิ่มขึ้นเทียบกับปีก่อน (ไตรมาส 1/2564: 18%) บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBIT) จำนวน 184 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 157% เทียบกับปีก่อน (ไตรมาส 1/2564: ขาดทุน 324 ล้านบาท) ในขณะที่ผลขาดทุนสุทธิปรับตัวลดลง 91%
สำหรับธุรกิจโรงแรม ผลการดำเนินงานของโรงแรมในต่างประเทศยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และโรงแรมที่ดูไบ มีอัตราการเข้าพักค่อนข้างสูง จากงาน World Expo ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 ในขณะที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมด (RevPar) เพิ่มขึ้น 197% อยู่ที่ 1,957 บาท โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (OCC) เพิ่มจาก 14% เป็น 35% ในไตรมาส 1/2565 และที่ราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เพิ่ม 16% เทียบปีก่อน เป็น 5,660 บาท ธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวม 1,249 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้น 748 ล้านบาท หรือ 149% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับธุรกิจอาหาร การเติบโตของรายได้เนื่องจากปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ รัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ความกังวลจากการติดเชื้อโควิด-19 ลดลงเนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของประชากรเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบการแพร่ระบาดสายพันธ์โอมิครอนไม่รุนแรงเหมือนสายพันธุ์เดลต้าที่ผ่านมา กอปรกับบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายทั้งในช่องทางของการรับประทานที่ร้าน การซื้อกลับบ้าน และการเดลิเวอรี่ รวมถึงมาตรการช้อปดีมีคืนของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมยอดขายในไตรมาสนี้ โดยในไตรมาส 1/2565 อัตราการเติบโตจากยอดขายสาขาเดิม (%SSS) เพิ่มขึ้นในอัตรา 10% เทียบปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของ 4 แบรนด์หลัก 9% และแบรนด์อื่นๆ 15% และการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (%TSS) 15% เทียบปีก่อน บริษัทมีรายได้จากธุรกิจอาหารรวม 2,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท (หรือเติบโตประมาณ 16% เทียบปีก่อน)
ในปี 2565 บริษัทจะรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรกจาก 2 โรงแรมใหม่ คือ 1) โรงแรมเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย 184 ห้อง ระดับ Luxury แห่งแรกในเครือ 2) โรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ จำนวน 607 ห้อง เป็นกิจการร่วมค้า บริษัทถือหุ้น 40% และบริษัทจะรับรู้รายได้จากการลงทุนในแบรนด์ใหม่ใน ร้านอาหาร Shinkanzen Sushi และ Senma Sushi ปัจจุบันเปิดดำเนินการ 38 สาขา ซึ่งบริษัทเข้าถือหุ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ในสัดส่วน 51%
ถึงแม้ว่าบริษัทจะคาดการณ์ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 น่าจะมีแนวโน้มที่ดี แต่บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่จะมั่นใจว่ามีการบริหารจัดการเรื่องการเงินอย่างเหมาะสม และมีกระแสเงินสดที่เพียงพอในทุกสถานการณ์ อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 อัตราส่วนสภาพคล่องดีขึ้นจากสิ้นปี 2564 ที่ 0.7 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ต่อส่วนผู้ถือหุ้น 0.9 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีเงื่อนไขกับสถาบันการเงินเกี่ยวกับการรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) ต่อส่วนผู้ถือหุ้น อยู่ที่ 2.0 เท่า
แม้ยังคงมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการธุรกิจโรงแรม เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน นโยบายและมาตรการการควบคุมโรคโควิด-19 ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันต่อต้นทุนราคาวัตถุดิบและการขนส่งที่กระทบอัตราการทำกำไรของธุรกิจอาหาร อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวกจากการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามการผ่อนปรนมาตรการตามลำดับ อีกทั้งบริษัทก็มีการวางแผนในการเจรจาต่อรองกับผู้ขายอย่างต่อเนื่อง หาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม รวมถึงมีการปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนสภาวะการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ โดยบริษัทได้พยายามรักษาสมดุลเรื่องความคุ้มค่าของลูกค้าและผลกำไรของบริษัทอย่างเหมาะสม ในปี 2565 บริษัทประมาณการธุรกิจโรงแรมอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี (รวมโรงแรมที่ดูไบ) อยู่ในช่วง 40-50% และรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) อยู่ที่ 1,700-1,900 บาท และธุรกิจอาหาร อัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales: SSS) 10% ถึง 15% เทียบปีก่อน และอัตราการเติบโตของยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales: TSS) จะอยู่ในช่วง 20% ถึง 25% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา สำหรับการเติบโตของจำนวนสาขา บริษัทคาดว่าจะมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นสุทธิ 180-200 สาขา

