ปตท. เร่งซื้อแอลเอ็นจีตุนช่วงราคาตก ขยายเวลาชำระค่าก๊าซให้กฟผ.หลังอุ้มค่าไฟช่วยประชาชน
นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติปี 2565 คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน หลังช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ พบว่า ความต้องการใช้ก๊าซก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เฉลี่ยอยู่ที่ 4,420 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟ.)ต่อวัน หรือ เติบโตเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2564 โดยความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคการผลิตไฟฟ้า ที่มีความต้องการใช้ก๊าซฯ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงการผลิตอยู่ที่ 2,650 ล้านลบ.ฟ.ต่อวัน ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมกลับมาเดินเครื่องการผลิตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่ช่วงไตรมาส 2 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลาย การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าความต้องการใช้ก๊าซจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1 อีกทั้งปัจจุบันราคาแอลเอ็นจีตลาดโลกยังอยู่ในฐานที่สูงอยู่ แต่ถือว่าลดลงจากเดิมเหลือที่ประมาณ 20-21 ล้านเหรียญต่อล้านบีทียู ซึ่งลดลงจากช่วงเดือนมี.ค. ที่ 84-85 ล้านเหรียญต่อล้านบีทียู ซึ่งหากเทียบกับการใช้น้ำมันเพื่อเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ราคาแอลเอ็นจีในระดับดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า สามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ดังนั้นความต้องการใช้แอลเอ็นจีเพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจะยังเป็นขาขึ้น
ปตท. อยู่ระหว่างหารือกับ กกพ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อแอลเอ็นจี ในช่วงราคาตลาดโลกอ่อนตัวลงเพื่อมาเก็บกักไว้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของต่างประเทศที่จะมีความต้องการใช้สูงกดดันให้ราคาแอลเอ็นจีปรับสูงขึ้นอีก เพื่อเสริมความมั่นคงตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะมีแนวทางที่ชัดเจนเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้
ทั้งนี้ในปี 65 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณแอลเอ็นจีรวมอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านตัน โดยมาจากสัญญาแอลเอ็นจีระยะยาว(ลองเทอม)ของ ปตท. ประมาณ 5 ล้านตัน และอีก 5 ล้านตัน จะมาจากตลาดจร(สปอต) ที่นำเข้าโดยผู้มีสิทธิ์นำเข้า(ชิปเปอร์) ซึ่งปัจจุบันผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกอบด้วย 2 รายใหญ่ คือ ปตท. และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขณะที่ปัจจุบันมียอดการนำเข้าแอลเอ็นจีแล้ว ประมาณ 6 ลำ แบ่งเป็นส่วนของ ปตท. เองและนำเข้าประมาณ 4 ลำ และกฟผ.นำเข้า ประมาณ 2 ลำ ซึ่ง กฟผ.ได้เริ่มการนำเข้าแล้วในปีนี้ ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2 ลำ และจะนำเข้าเพิ่มอีกในเดือน พ.ค.นี้ ประมาณ 2 ลำ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นของ ปตท.นำเข้า
สถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นในปีนี้ สัดส่วนการบริหารแหล่งก๊าซที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควรเป็นการจัดหาภายใต้สัญญาระยะยาว 70% และสัญญาระยะสั้น 30% จากก่อนหน้านี้ ในช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซฯ ทั้งสัญญาระยะยาวและระยะสั้นใกล้เคียงกัน อยู่ที่ 50:50 เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติ จะยังเป็นขาขึ้นไปอีก 2-3 ปี จากผลกระทบรัสเซีย ยูเครน ที่ส่งผลต่อการส่งออกและความต้องการใช้ก๊าซของโลก
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ ปตท.พิจารณาขยายระยะเวลาชำระเงินค่าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อบรรเทาภาระรายจ่ายให้กับ กฟผ.ในการแบ่งรับต้นทุนค่าไฟฟ้าไปก่อนนั้น ปตท.อยู่ระหว่างหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งรายจ่ายของกฟผ.ในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่า เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงราคาพลังงานที่แพงขึ้น ประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาทต่อเดือน

