‘ศักดิ์สยาม’ เดินหน้าพัฒนาโลจิสติกส์ คาดโครงการแล้วเสร็จช่วยเติมเงินเข้าระบบ ศก.ไม่ต่ำกว่า 2.4 ล้านล้าน จ้างงาน 1.5 แสนคน
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายในงานสัมนา “Better Thailand ถามมา ตอบไป” หัวข้อ เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ประเทศไทยก้าวต่อไปอย่างไร ว่าในส่วนของงานคมนาคม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดก่อนหน้านี้ได้มีการวางแผนยุทธ์ศาสตร์ชาติ 20 ปี ไว้ตั้งแต่ปี 2558-2578 ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือทางบก ราง น้ำ และอากาศ ทั้งหมดนี้จะต้องทำ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนที่นำมาสู่การลงทุนในภาคเอกชน และเป็นข้อได้เปรียบของคนไทยอีกด้วย
“ยืนยันว่าในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการหยุดพัฒนา หรือหยุดก่อสร้างโครงการใดเลย โดยเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเรื่องของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ทั้งในส่วนของงบประมาณปกติและงบของรัฐวิสาหกิจ คาดว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือกระตุ้นการลงทุน ซึ่งจากผลของการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดเม็ดในระบบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 2.4 ล้านล้านบาท รวมถึงมีการใช้ซัพพลายเชนในส่วนของงานก่อสร้างประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะมีการจ้างงานไม่ต่ำว่า 1.5 แสนตำแหน่ง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 2-3%” นายศักดิ์สยามกล่าว
นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ส่วนในเรื่องของการฟื้นตัวของธุรกิจการบินนั้น สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) คาดว่าในอีก 10 ข้างหน้า หรือปี 2574 ไทยจะมีนักเดินทางเข้ามาเป็นอันดับที่ 9 ของโลก หรือมีต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยไม่น้อยกว่า 200 ล้านคนต่อปี โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีคนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 40 ล้านคนต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ได้วางแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมทั้งมีแผนขยายอาคารรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองในอนาคตอีกด้วย
นายศักดิ์สยามกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลประกาศคลายล็อกเรื่องการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเริ่มเปิดประเทศแบบเต็มรูปแบบไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศ เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นคนต่อวัน และคาดว่าในปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ เดินทางเข้ามาในไทยรวมไม่ต่ำกว่า 22 ล้านคน ซึ่งถือเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศก่อนเกิดโควิด-19 จากการประเมินเหล่านี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นแน่นอน
“ตอนนี้ประเทศไทยเข้มแข็งและแข็งแรงแล้ว ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องกล้าลงมือทำและคุยกัน เราไม่ได้มีปัญหาด้านการสื่อสาร เพราะเชื่อว่าคนไทยมีความเข้าใจและความรู้ เราอาจเห็นอะไรหลายอย่างแล้วอยากให้เกิดขึ้นในไทย แต่สิ่งเหล่านี้ต้องดูว่าเหมาะสมกับเราไหม
“การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ต้องขอบคุณนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้นมา แต่อย่าทำแค่เวทีเดียว และควรทำในต่างจังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจให้คนไทย ผมเชื่อว่าในอดีตไทยเป็นเสือเศรษฐกิจ 1 ใน 5 ของเอเชีย แต่ถ้ามีการสร้างความเข้าใจแบบนี้เรื่อยๆ เชื่อว่าเรามีสิทธิติด 1 ใน 3 เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นประเทศไทย เดินไปด้วยกันสู่อนาคต” นายศักดิ์สยาม กล่าว

