‘สุพัฒนพงษ์’ แจงแนวทางใช้เงินกู้เหลือ 7.4 หมื่นล้าน แย้มคนละครึ่ง เฟส 5 เฉพาะวงแคบ

19.05.22 | 18:24 น.
แฟ้มภาพ

‘สุพัฒนพงษ์’ แจงแนวทางใช้เงินกู้เหลือ 7.4 หมื่นล้าน แย้มคนละครึ่ง เฟส 5 เฉพาะวงแคบ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึง พ.ร.ก.กู้เงิน กรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท ล่าสุดที่มีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 7.4 หมื่นล้านบาท นั้น การแบ่งแผนการใช้เงินจะดูจังหวะและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากน้อยอย่างไรในช่วงนี้ โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีการใช้เงินช่วยเศรษฐกิจฐานรากกว่า 1 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการที่จะกระจายรายได้สู่ชนบทคล้ายกับโครงการมิยาซาว่าฟันด์ที่ทำให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดประเทศ

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า โดยบริบทของการเปิดประเทศต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่งจากการเปิดประเทศวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น หากแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องอย่างนี้ วิธีการอาจไม่ได้เน้นในเรื่องของการเยียวยา อาจเป็นการช่วยส่งเสริมสร้างความพร้อมให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นในการรองรับ หรือให้บริการที่ดียิ่งขึ้นกับนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมรายได้ให้กับประเทศ เชื่อว่าการท่องเที่ยวต้องมีการสนับสนุนเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจังหวัดในเมืองรองจะมีการสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับประชาชนมากที่สุด

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนเงินกู้ที่ยังเหลือ 4.8 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ในขั้นพิจารณาว่าจะเลือกให้เป็นงบหน่วยงานใด เพราะถ้าการเปิดประเทศยังดีต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวเข้ามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564-12 พฤษภาคม 2565 เริ่มกลับมา 1.4 ล้านคน หากเทรนด์ตอนนี้คือการท่องเที่ยวแนวโน้มจะไปทางบวก และต้องเน้นการสร้างรายได้ โดยทำเรื่องสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน นำเงินไปพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นสินเชื่อที่วงเงินไม่สูงมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้และเปิดบริการได้ต่อเนื่อง อีกทั้งจะดูว่ารัฐบาลสามารถสนับสนุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้ไทยได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการคนละครึ่ง เฟส 5 อยู่ระหว่างการพิจารณา อาจมีการเยียวยามุ่งเน้นไปแค่ประชาชนบางกลุ่ม หรือบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยจะพิจารณาจากเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต การสร้างรายได้ หลังจากเปิดประเทศและการส่งออกยังคงเติบโตต่อเนื่อง

“คนละครึ่ง เฟส 5 อาจต้องดูว่ากลุ่มไหนที่ยังได้รับผลกระทบอยู่ ซึ่งจะดูจากเกณฑ์รายได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย หรือฐานรากเข้ามาพิจารณาเป็นหลัก ส่วนเรื่องของภาษีน้ำมันหลังลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้รัฐหายไป 2 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปหามาตรการอุดหนุนน้ำมันจากประเทศอื่นแทน รวมถึงอาจไปกู้ยืมจากต่างประเทศเข้ามาช่วย” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

Advertisement