รัฐแบกน้ำมัน-ก๊าซหลังแอ่น 1.12 แสนล้าน ขอดูแลแต่กลุ่มดีเซล
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาฟอสซิลโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลคิดเป็น 65% ของระบบ หรือ 65 ล้านลิตรต่อวัน จากการใช้น้ำมันทั้งหมด 100 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประกอบกับผลจากโควิด-19 ประเทศไทยต้องอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) แก่ภาคครัวเรือน ล่าสุดต้องสูญเงินดูแลราคาพลังงานประมาณ 1.12 แสนล้านบาทแล้ว แบ่งเป็น สภาพคล่องเดิมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยบวก 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันสภาพคล่องกลายเป็นติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท และสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้น่าจะติดลบถึง 8 หมื่นล้านบาท
“ราคาน้ำมันโลกช่วงเกิดโควิดใหม่ๆ เหลือ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเกิดสงครามขยับไปถึง 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจุบันระดับ 105-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดีเซลราคาโลกล่าสุดขึ้นไปถึง 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แอลพีจีที่ผ่านมารัฐตรึงไว้ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กก. จากต้นทุน 470 บาทต่อถัง 15 กก. ล่าสุดแม้จะขยับเป็น 348 บาทต่อถัง 15 กก. รัฐยังต้องดูแลอยู่ อีกทั้งก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าของไทย เคยซื้อ 7-8 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ปีนี้ช่วงสงครามพุ่งถึง 85 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ปัจจุบันลดลงเหลือ 20.7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ผลกระทบเหล่านี้รัฐบาลดูแลประชาชนเต็มที่ ผ่านเครื่องมือกองทุนน้ำมัน” นายกุลิศกล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานแจ้งว่า กรณีราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด เบนซินและแก๊สโซฮอล์ ขยับแรงถึง 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้น้ำมันเบนซิน 95 ราคาทะลุเกิน 50 บาทต่อลิตร ซึ่งนโยบายรัฐบาลยังคงเน้นช่วยเหลือผู้ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ส่วนกลุ่มเบนซินสำหรับผู้ใช้รถยนต์ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ มีเพียงมาตรการช่วยเหลือผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ สำหรับราคาน้ำมันดีเซล ขณะนี้ตรึงระดับ 31.94 บาทต่อลิตร ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม และจะประกาศราคาใหม่วันที่ 23 พฤษภาคมนี้ แนวโน้มราคาจะขึ้นหรือลงต้องรอดูราคาช่วงวันที่ 20-21 พฤษภาคม อีกครั้ง

