หน้าแรก เศรษฐกิจ บิ๊กแสนสิริ แ...

บิ๊กแสนสิริ แนะรัฐกู้เงินก้อนใหญ่ คงดอกเบี้ย ลดภาษีดีเซล กระตุ้น ศก.

22.05.22 | 18:50 น.

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ยังต้องเผชิญอีกหลายปัญหาที่สำคัญ ทั้งภาวะหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ ค่าครองชีพสูง และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การกลับมาของการเปิดโลกใหม่ทำให้ความต้องการสินค้า กับการให้บริการสูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการบริการ และค่าแรงสูงขึ้น ขณะที่รายได้ไม่เพิ่ม ต้องติดตามว่าประเทศไทยนั้นเข้าสู่สภาวะถดถอย (stagnation) แล้วหรือยัง ทุกอย่างมันต้องประเมินบนโลกแห่งความเป็นจริง ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ ปรับลดประมาณการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเหลือ 2.5-3.5% หรือเฉลี่ยทั้งปี 2565 อยู่ที่ 3%

นายเศรษฐากล่าวว่า คาดหวังหลังไทยเปิดประเทศแล้ว จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นกว่าเดิมที่ประมาณการณ์ไว้ที่ 7-8 ล้านคนต่อปี และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่การเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นปลายปี 2565 หรือต้นปี 2566 เป็นประเด็นที่สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และไม่อยากให้มีการใช้กำลังมายึดอำนาจเหมือนที่ผ่านมา

“ได้แต่หวังว่าพอเปิดประเทศแล้วมันต้องดีขึ้น อย่างที่บอกเราคาดการณ์ปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 3% เรายังต่ำกว่าประเทศที่เขาพัฒนาแล้วที่ยังโต 5-6% รัฐต้องกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกเยอะ เพราะเงินกู้ที่เหลือ 7.4 หมื่นล้านยังไงก็ไม่พอ เพราะว่าทุกภาคส่วนไม่ว่าเรื่องเกษตรกรรมหรือเรื่องกำลังซื้อของประชาชนทั่วไปที่เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่เลย” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนทิศทางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็เห็นด้วยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บอกว่าจะไม่ปรับขึ้นตามธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะการที่ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากความต้องการสูงที่จะสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรงได้ แต่ครั้งนี้เกิดจากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กระทบไทยด้วย จึงส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ ดังนั้นจึงยังไม่ถึงเวลาที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและหาทางลงลำบาก

“การที่รัฐลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาต้นทุนขนส่งและราคาสินค้า นั้น ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง เพราะคนเดือดร้อนเยอะมากจากราคาน้ำมันแพง ส่วนจะส่งผลกระทบต่อสถานะกองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มก็ต้องกู้เงินมาชดเชย ขณะเดียวกันรัฐต้องปรับขึ้นค่าแรงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วย แต่เป็นการปรับขึ้นอัตราที่เหมาะสม เพื่อช่วยคนตัวเล็กที่เดือดร้อน “นายเศรษฐา กล่าว

Advertisement