ผู้ผลิตหลังคาเหล็ก บุกพาณิชย์ ร้องทบทวนเอดี ชะลอภาษี 40% เตรียมร้องนายกฯ
วันที่ 23 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย ประมาณ 20 คน เดินทางมาหน้ากรมการค้าต่างประเทศ เพื่อร้องเรียนและยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะได้รับความเดือดร้อนหลังมีการปรับขึ้นภาษี ตามมาตรการปกป้องการทุ่มตลาด ส่งผลให้ถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยมีนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ออกมารับหนังสือ
นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเดือดร้อนจากการบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ซึ่งนำมาใช้ในการปกป้องอุตสาหกรรมผู้ผลิตภายใน เป็นสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียม และสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสี หรือพี-พี-จี-แอล (PPGL) และเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบ หรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียม และสังกะสีแบบจุ่มร้อน หรือจี-แอล (GL) จากต่างประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้สินค้าเริ่มขาดแคลน และราคาพุ่งสูงขึ้น เพราะมีการจัดเก็บภาษีเอดี โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน ในอัตราสูงถึง 40.77%
“ข้อเท็จจริง แม้มาตรการเอดีจะมีผลตั้งแต่ปี 2564 และได้รับการขยายระยะเวลาเก็บภาษีอัตรา 0% ออกไป 2 ครั้ง รวม 1 ปี จนถึงเดือนเมษายน 2565 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอยู่แล้วจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และยังเจอมาตรการเอดี ทำให้ยิ่งกระทบหนัก เพราะผู้นำเข้า ไม่สามารถสู้ราคานำเข้าได้แล้ว และผู้ผลิตโรงรีดหลังคา ก็ไม่มีสินค้ามาผลิต และต่อไปอาจจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยขณะนี้สต๊อกในประเทศ สินค้าหลายรายการ เริ่มหาซื้อไม่ได้แล้ว”
สำหรับโรงงานผู้ประกอบการโรงรีดหลังคาในไทย มีกว่า 1,600 โรงงาน ที่ใช้วัตถุเหล็กหลังคาประมาณ 120,000-140,000 ตันต่อเดือน ไม่สอดคล้องกับการอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กในประเทศ ที่ทำได้เพียง 28,000-30,000 ตันต่อเดือนเท่านั้น
ดังนั้น จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ทบทวนการขยายระยะเวลา หรือ ยกเลิกการบังคับใช้มาตรการเอดี และในระหว่างการพิจารณาทบทวนนั้น ขอให้เรียกเก็บภาษี 0% ไปก่อน เพราะขณะนี้ช่องทางตลาดในประเทศอื่นนอกจากจีน ก็ถูกเรียกเก็บภาษีเอดีเช่นเดียวกันในอัตราที่แตกต่างกันไป
ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีความชัดเจนในการพิจารณามาตรการนี้ เพื่อให้กระทบทุกภาคส่วน รวมถึงผู้บริโภคให้น้อยที่สุด ซึ่งตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ได้กำหนดให้พิจารณาใช้มาตรการโดยคำนึงถึงอุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และประโยชน์ของสาธารณะ จึงต้องพิจารณาว่าการเรียกเก็บภาษีนี้เป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่
“หากยังไม่มีการตอบรับจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ไข สมาชิกจะบุกไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง”
ด้านนายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ อดีตประธานสภาเอสเอ็มอี กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับมาตรการเอดี เพื่อดูแลอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง เพราะความต้องการใช้ ยังสวนทางกับกำลังการผลิต ที่ยังมีส่วนต่างจำนวนมาก จึงมีการตั้งคำถามว่าทำไมภาครัฐ ไม่เร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ เพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอ และลดต้นทุนให้ใกล้เคียงกับการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะการขึ้นภาษีเอดีนี้ ท้ายที่สุดจะเป็นการโยนภาระไปให้กับประชาชน
นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับหนังสือแล้ว ก็จะหารือตัวแทนสมาคม ทั้งนี้ จากข้อมูล คต.แจ้งว่า ได้ต่อมาตรการเอดีมาแล้ว 2 รอบ ซึ่งตามระเบียบจากนี้หากมีผู้เดือดร้อนก็ต้องรวบรวมปัญหาและข้อเรียกร้อง ส่งให้ คต.นำเสนอที่ประชุมพิจารณาคณะกรรมการเอดี พิจารณาต่อไป โดยตามระเบียบหลังมาตรการหมดลง จะมีการเปิดทบทวนภายใน 1 ปี

