‘ชัยวุฒิ’ ย้ำ 1 มิ.ย.บังคับใช้ พ.ร.บ.ส่วนบุคคลฯ พร้อมเสริมเศรษฐกิจ
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แถลงหลังการเปิดงานสัมมนาแนวทางการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ว่า ยืนยันบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล วันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยได้ชี้แจงและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้องค์กรต่างๆ ที่มีการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามระเบียบเพื่อคุ้มครองข้อมูลประชาชน ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ รัฐจะมีแนวปฏิบัติให้นำไปดำเนินการ หากยังไม่สามารถดำเนินการได้ช่วงแรกอาจมีการตักเตือน และมีการไกล่เกลี่ยจะไม่มีบทลงโทษในทันที โดยทุกธุรกิจต้องมีการปรับตัว ทั้งนี้ ส่วนกฎหมายลูกจะทยอยออกก่อน 7-8 ฉบับให้ทันในการบังคับใช้วันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาร่วมพิจารณากฎหมายเพิ่มเติมในเดือนกันยายนนี้
การบังคับใช้ข้อมูลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เบื้องต้นทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการให้ข้อมูลกับหน่วยงานว่าข้อมูลของท่านจะไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจมีความเชื่อมั่น ผู้ใช้บริจะรู้สึกปลอดภัยในการใช้ข้อมูลผ่านดิจิทัล อีกทั้งยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ หากไทยไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่สามารถเชื่อมโยงกับต่างประเทศได้ เช่น การติดต่อข้อมูลเพื่อธุรกิจการค้าที่ต้องแลกเปลี่ยนกันอาจดำเนินการต่อไปได้อยาก รวมถึงในต่างประเทศมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ หากไทยไม่มีกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้อาจไม่ยอมรับมาตรฐานการดำเนินงานของไทย ส่งผลให้ทำธุรกิจกับต่างประเทศลำบากขึ้น โดยเป็นเรื่องของมาตรฐานสากลที่ไทยควรมี
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างสูง เพราะหัวใจหลักสำคัญคือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พอมีการบังคับใช้คนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน เพราะกฎหมายจะให้สิทธิในข้อมูลของท่าน สามารถดูแลข้อมูลส่วนตนเองได้ มีสิทธิให้ความอนุญาตแก่ผู้มาขอใช้ข้อมูลของท่าน เพื่อขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนได้ ในส่วนภาคธุรกิจ ภาคเอกชนสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ในอนาคต เพราะมีกฎหมายรองรับ และมีระบบที่เป็นมาตรฐาน อีกทั้ง ในภาพรวมจะทำให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นในระบบที่ดีขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตดีขึ้น
โดยแพลตฟอร์มทั้ง 4 ระบบ ประกอบด้วย 1.ระบบบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 2.ระบบบริหารจัดการความยินยอม เพื่อใช้ในการบริหารจัดการความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 3.ระบบจัดการการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และ 4.ระบบจัดการการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสามารถแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไปยังสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใน 72 ชั่วโมง ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GPPC) ได้รับการออกแบบให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลฯ และสอดรับกับหน้าที่หลักของหน่วยงานรัฐภายใต้กฎหมายฉบับนี้ โดยทํางานอยู่บนระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ส่งเสริมการดําเนินงานตามหน้าที่ของหน่วยงานรัฐภายใต้กฎหมาย และบริหารจัดการการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้สะดวก มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย อีกทั้งเป็นระบบปฏิบัติงานแบบเปิด (Open Source) ซึ่งทุกส่วนราชการสามารถนําไปปรับใช้ในหน่วยงานของตนเอง โดยเป็นการประหยัดงบประมาณโดยรวมของชาติในระยะยาว คาดว่าจะดำเนินการพัฒนาระบบให้แล้วเสร็จให้ได้ก่อนสิ้นปี 2565

