สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทไทยอ่อนค่ามากกว่า 34 บาทต่อดอลลาร์ อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันที่ 17 พฤษภาคม 2565 อยู่ระดับ 34.62 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับข้อมูลใน Reuter ที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระดับ 34.62 บาทต่อดอลลาร์เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีครั้งใหม่ จากเดือนพฤษภาคม 2560 เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 34.48 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินสกุลอื่นในประเทศฝั่งเอเชียอ่อนค่าต่อเนื่องเช่นเดียวกับเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยหนุนทำให้เงินบาทอ่อน มาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% หลังการประชุมเดือนพฤษภาคม อีกทั้งประธานเฟดส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยอีกระลอกในการประชุมเดือนมิถุนายน คาดว่าจะขึ้นอีก 0.50% เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ จากการขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น เป็นผลทำให้เงินไหลออกไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดการเงินผันผวน
โดยเงินบาทอ่อนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางบวกและทางลบ ผลบวกเป็นเรื่องดีต่อภาคการส่งออก ไตรมาส 1/2565 เติบโตแล้ว 14.9% มูลค่า 73,601 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทางลบคือ กังวลต่อราคาต้นทุนการผลิตที่ต้องนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่แพงขึ้น กดดันให้การบริโภคของประชาชนลดลงจากปัญหาสินค้าราคาแพง อีกทั้งส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัวอยู่ในภาวะฟื้นฟู จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังไม่สิ้นสุด รวมทั้งการแพร่ระบาดโควิดยังระบาดหนัก เป็นปัจจัยซ้ำเติมให้เศรษฐกิจถดถอย
จากปัจจัยดังกล่าวอาจเกิดความเสี่ยงเพิ่มจนทำให้เงินไหลออกนอกประเทศมาก กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และลดช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐหรือไม่ หรือจะคงดอกเบี้ยปัจจุบันไว้เพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อไป เป็นเรื่องต้องติดตามว่ามุมมองแบงก์ชาติอาจเปลี่ยนช่วงครึ่งหลังปี 2565
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมืออย่างระมัดระวังกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้!!

