ตัวเลขส่งออก ก.ย.บวกเป็นเดือนที่สอง ส่งผล9เดือน เหลือติดลบแค่0.65%ลุ้นโค้งสุดท้ายอีก3เดือนยังบวกต่อ พลิกสถานการณ์ทั้งปีเป็นบวกเกิน 0%เล็กน้อย
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และรักษาการผู้อำนวยการ สนค. กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า การส่งออกเดือนกันยายน 2559 มีมูลค่า 19,460 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเป็นบวก 3.4% เมื่อเทียบเดือนเดียวกันปีก่อน และเป็นการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือนสิงหาคม 2559 โดยมีมูลค่าสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่ตุลาคม 2557 หากหักทองคำและน้ำมันออก ตัวเลขส่งออกจะเป็นบวก 5% เป็นผลจากส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม บวก 4.2% โดยเฉพาะอุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด เป็นบวก 132.5% เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ประกอบกับตลาดส่งออกสำคัญ เช่น ยุโรป จีน สหรัฐ อาเซียน ออสเตรเลีย เป็นบวกเกือบทุกตลาด เว้นตะวันออกกลาง
นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวว่า การนำเข้าเดือนกันยายน 2559 มีมูลค่า 16,914 ล้านเหรียญสหรัฐ บวก 5.57% ซึ่งเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน และสูงสุดในรอบ 2 ปี มาจากการนำเข้าเครื่องจักรเพิ่มขึ้น 14% ผลจากปัจจัยการผลิตและเครื่องบินเป็นหลัก สะท้อนนักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยที่จะลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ ยังได้ดุลการค้า 2,545 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ส่วนภาพรวม 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ปี 2559 ไทยส่งออกมีมูลค่ารวม 160,467 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 0.65% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่ารวม 142,538 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 7.27% และได้ดุลการค้ารวม 17,929 ล้านเหรียญสหรัฐ
“แนวโน้มส่งออกไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายปีนี้คาดว่าจะเป็นบวกทุกเดือน หากส่งออกได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 18,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ทั้งปีอาจจะบวกเกิน 0% เล็กน้อย มั่นใจว่าไม่ติดลบ 2% แน่นอน โดยอยู่ในกรอบ ติดลบ 1 ถึง 0% หากส่งออกทั้งปีได้ 212,200-214,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องปัจจัยบวกราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากการลดกำลังการผลิตของตลาดโลก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อความผันผวนค่าเงิน เช่น การออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ระลอกใหม่ เบร็กซิท เป็นต้น และมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ๆ” นางสาวพิมพ์ชนกกล่าว

