‘อาคม’ พร้อมหนุนข้อมูล ศก.ให้นายกฯเยือนญี่ปุ่น 26-27 พ.ค.นี้ ยันเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว เงินเฟ้อไม่สูง

24.05.22 | 16:36 น.

‘อาคม’ พร้อมหนุนข้อมูล ศก.ให้นายกฯเยือนญี่ปุ่น 26-27 พ.ค.นี้ ยันเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว เงินเฟ้อไม่สูง ต้องหันมาใช้นโยบายฟื้นฟู ส่วนเก็บภาษีหุ้น รอจังหวะที่เหมาะสม

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2565 ว่าเป็นการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะร่วมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในงาน นิกเคอิ ฟอรัม เพื่อความร่วมมือในการรับมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และก้าวข้ามผ่านความท้าทายร่วมกัน

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับกระทรวงการคลังจะสนับสนุนข้อมูลให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ในการอธิบายว่าประเทศไทยดำเนินนโยบายเพื่อต่อสู้กับโควิดอย่างไร และในอนาคต ซึ่งนโยบายของรัฐบาลไทยมีความชัดเจน ว่าจะมุ่งสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนนโยบาย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หรือบีซีจี ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ

นายอาคมกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูง สำหรับประเทศไทย จากการรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับเงินเฟ้อที่สูงสุด แต่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับเงินเฟ้อที่ต่ำสุด หรือต่ำกว่า 5% ดังนั้น การประคองภาวะเงินเฟ้อของไทยในระยะสั้น จะเป็นการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เช่น การช่วยเหลือกลุ่มขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น ส่วนในระยะยาวนั้น มุ่งสู่การพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตนั้น จะเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ ซึ่งภาครัฐได้นำมาใช้กับภาคธุรกิจแล้ว เช่น การยื่นแบบภาษีประจำปีของกรมสรรพากร เป็นต้น

“ในช่วงสองปีที่โลกต้องเผชิญกับโควิด-19 อย่างหนัก ทุกประเทศได้ใช้นโยบายการคลัง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้งบประมาณจากการกู้เงิน แต่เมื่อโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ก็ต้องหันใช้นโยบายการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยแม้มีการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจที่สูง แต่ไม่ใช่ประเทศที่ใช้จ่ายสูงที่สุด ขณะเดียวกันสถาบันจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ หลายแห่งก็ยังมองว่าฐานะการคลังของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวว่า ส่วนการจัดเก็บภาษีการขายหุ้น จำเป็นต้องดูสถานการณ์เศรษฐกิจที่เหมาะสม โดยจะต้องมีการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งในช่วงนี้ทุกประเทศยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และยังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตาม กระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว โดยภาษีการขายหุ้น เป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย คิดในอัตรา 0.1%

Advertisement

“ตอนนี้เศรษฐกิจของเราค่อยๆ ฟื้นตัว โดยภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องจักรที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยยังทำได้ดี ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไปกว่า 90% แต่ตอนนี้เริ่มมีการคลายล็อกดาวน์ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศน่าจะเข้าประเทศมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวฯตั้งเป้าหมายปีนี้จะมีราว 7 ล้านคน” นายอาคมกล่าว